[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by Veeza- Thailand.
หน้าหลัก


ประวัติพระอาจารย์ >> ประวัติหลวงพ่อปาน (7)
เสาร์ ที่ 31 เดือน กรกฏาคม พ.ศ.2553



ประวัติหลวงพ่อปาน (7)
       วันนี้เล่าเรื่องของท่านต่อไป พอเวลาออกพรรษาท่านก็กลับมา เมื่อกลับมาก็ตั้งใจว่าจะไปหาใครก่อน ไปถึงทาง ๓ แพร่ง ทางข้างซ้ายไปหาพระพุทธเจ้า ทางข้างขวาไปหาพ่อแม่ แต่พอคิดว่าเวลานี้เราเป็นพุทธสาวก เราควรจะไปหาพระพุทธเจ้าก่อนเมื่อไปถึงสำนักพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงเทศน์เรื่องกตัญญูกตเวที เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านคงรู้ ไม่ใช่ท่านไม่รู้ แต่ท่านไม่บอก ท่านก็เทศน์เรื่องกตัญญูกตเวที ว่าบิดามารดาเป็นผู้มีคุณสูง คนเราจะสนองคุณบิดามารดาให้เต็มที่ เอาพ่อมาวางไว้บนบ่าขวา เอาแม่มาวางไว้บนบ่าซ้าย ให้พ่อแม่ขี้บนนั้นเยี่ยวบนนั้น นอนบนนั้น สมมติว่าถ้าจะทำได้นะ สมมติเอาว่าถ้าจะทำได้จนกระทั่งตลอดชีวิต จะชื่อว่าเป็นการทดแทนบุญคุณพ่อแม่ให้ครบถ้วนน่ะ ยังไม่ได้ ยังไม่เท่าความดีที่พ่อแม่มีอยู่ ความดีที่พ่อแม่มีอยู่นั้นเกินกว่านั้นมาก  จะเอาความดีเพียงเท่านั้นไปเทียบกับความดีของพ่อแม่ไม่ได้ เว้นไว้แต่ว่าบุคคลใดถ้าพ่อแม่มีความทุกข์หาความสุขมาเสนอสนองท่าน ถ้าท่านเป็นมิจฉาทิฐิ กลับใจให้เป็นสัมมาทิฐิ ปฏิบัติถูกต้องตามทำนองคลองธรรม คือมีแดนสวรรค์ มีแดนพรหม มีแดนนิพพานเป็นที่ไป และหากว่าท่านเป็นสัมมาทิฐิอยู่แล้ว เป็นคนใจบุญสุนทร์ทานอยู่แล้ว ก็สนับสนุนบุญทานของท่านให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ท่านเป็นโลกียชน ก็นำท่านให้เป็นโลกุตตระ คือ นำท่านให้เป็นพระโสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ ถ้าทำได้อย่างนี้ ชื่อว่าความดีที่สนองใกล้เคียงกับความดีของพ่อแม่ นี่ท่านไม่ได้บอกว่าใช้ให้หมดนะ ท่านบอกใช้ได้ใกล้เคียงกับความดีของพ่อแม่ที่มีอยู่ พระองค์นั้นฟังแล้วก็ชื่นใจ เมื่อพระพุทธเจ้าเทศน์จบก็ลา บอกว่าจะไปเยี่ยมพ่อเยี่ยมแม่ พระพุทธเจ้าก็ทรงอนุญาต เมื่อไปเห็นพ่อแม่อยู่ในสภาพนั่งขอทานอยู่ก็เข้าไปหา ทีแรกพ่อแม่จำไม่ได้ ก็บอกชื่อบอกเสียง บอกว่าฉันนะเป็นลูกของพ่อแม่ เวลานี้ทราบว่าพ่อแม่ไม่มีความสุข จะมาหาเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ พ่อแม่ก็บอกว่าเจ้าเป็นพระ จะมาเลี้ยงพ่อแม่ได้อย่างไร ท่านก็บอกว่าทำได้ กิจที่พึงทำได้ ก็พาพ่อแม่ไป เข้าไปอยู่ในป่าละเมาะใกล้ ๆ บ้านปลูกโรงเล็ก ๆ ให้อยู่


เวลาเช้าท่านก็บิณฑบาต เมื่อได้ข้าวมาก็ให้พ่อแม่กินก่อน ถ้าพ่อแม่กินเหลือท่านก็ได้ฉัน ถ้าไม่เหลือท่านก็ไม่ได้ฉัน ได้ผ้าใหม่มาท่านก็ทำลายสีเสีย ทำให้เป็นสีเขียวสีแดงแล้วก็เอาไปให้พ่อแม่นุ่งเอาผ้าเก่า ๆ ของพ่อแม่มาเย็บมาปะเข้าย้อมฝาดนุ่งเสียเอง ทำอย่างนี้จนอาการซูบผอมลงไปมาก ต่อมาพระสมัยนั้นท่านได้ยินข่าวเข้า ท่านก็ไปฟ้องพระพุทธเจ้าว่าพระองค์นี้ประจบฆราวาส ทำตนไม่สมควรกับความเป็นพระ เอาข้าวมาให้คนกินก่อนตัวกินทีหลัง ได้ผ้าใหม่มาเอาไปให้คนแก่นุ่ง ตัวเองเอาผ้าของคนแก่มานุ่งแทน พระพุทธเจ้าเมื่อได้ทรงทราบก็มีรับสั่งให้พระองค์นั้นเข้าเฝ้า เมื่อพระองค์นั้นเข้าเฝ้าแล้ว พระพุทธเจ้าก็ตรัสถามว่า ภิกษุ เธอทำอย่างนั้นหรือ ท่านก็กราบทูลพระพุทธเจ้าว่าเป็นความจริง ทำอย่างนั้นพระพุทธเจ้าข้า พระพุทธเจ้าก็ถามว่าตาแก่สองคนตายายนั้นเป็นใคร ท่านก็บอกว่าเป็นพ่อเป็นแม่พระพุทธเจ้าข้า พ่อแม่ของข้าพระพุทธเจ้าเอง ข้าพระพุทธเจ้าเป็นลูกคนเดียวของพ่อแม่ พระพุทธเจ้าบอกว่า แหม เธอทำอย่างนั้นนี่มันทำถูกแล้วนี่ ทำดีแล้ว ทำถูกแล้ว ยกมือขึ้นท่วมศีรษะพนมมืออย่างเราพนมขึ้นเหนือศีรษะว่า สาธุ สาธุ สาธุ เอาเข้า ๓ เที่ยว ดีละ ๆ ๆ สาธุเขาแปลว่าดีละ ที่เธอทำดีอันนี้ตถาคตไม่ห้าม ทำได้ อนุญาต เธอมีความกตัญญูรู้คุณคนดีมาก แล้วมีกตเวทีตอบแทนคุณท่าน เธอทำอย่างฉันสมัยเป็นพระโพธิสัตว์มีนามว่าสุวรรณ

 

แล้วพระพุทธเจ้าก็นำเรื่องของสุวรรณสามมาเล่าให้ฟัง แต่ตอนนี้ไม่เล่านะ ลูกหลานที่รัก ถ้าเล่าเรื่องสุวรรณสามล่ะก็ ๓ เดือนไม่จบหรอก ถ้าพูดอย่างหลวงตาแก่นี้ เดี๋ยวเอาอะไรเข้ามาแทรก เป็นเรื่องยาวมาก ไปซื้อ ทศชาติมาอ่านเอานะ พระเจ้าสิบชาติน่ะ สุวรรณสามมีในนั้นแล้ว ก็เป็นอันว่าปลอดไป ไม่ถูกลงโทษ ได้รับคำสรรเสริญ นี่หลวงพ่อปานท่านบอกว่าเอาเรื่องขึ้นมาโต้กะเขา พอโต้แล้วคนคัดค้านก็ถอยหลังกรูด เท่าที่ท่านประคบประหงมพ่อแม่ของท่านนั้น หาว่าทำผิด ไปซักผ้าขี้ผ้าเยี่ยวผู้หญิง เอาผ้าผู้หญิงไปตากบนขื่อ อุ้มผู้หญิงลุกอุ้มผู้หญิงนั่ง เช็ดขี้เช็ดเยี่ยวเอง ป้อนข้าวเอง หาว่าทำผิด พระทำผิดประเพณี พอโดนเรื่องนี้เข้าหลวงพ่อปานบอกว่าถอยหลังกรูดยอมแพ้ยกมือขอขมาท่าน ท่านเลยบอกเรื่องขอขมาท่านไม่ถูกหรอก ธรรมะนี่เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า เรื่องส่วนตัวของท่านไม่มีหรอก ท่านทำตามแบบฉบับของพระพุทธเจ้า แล้วคนที่คัดค้านนั่นเป็นการค้านธรรมะ ของพระพุทธเจ้า การขอขมาต้องไปขอขมาต่อพระพุทธรูปในโบสถ์โน่นมันถึงจะพ้น ขอขมากับท่านไม่พ้นอีตานั่นกลัวลงนรกก็เลยต้องไปขอขมากับพระพุทธรูปในโบสถ์ แล้วพระพุทธรูปจะว่ายังไงบ้างก็ไม่รู้เหมือนกันนะตอนนี้ไม่รู้เหมือนกัน นี่เล่าให้ลูกหลานฟัง แต่ว่าปฏิบัติของท่านน่ะ ท่านมีความกตัญญูกตเวทีจริง ๆแล้วก็มีความห่วงใยในด้านบุพการีของท่านดีมาก หมายความว่าในฐานะท่านเป็นผู้ใหญ่ เวลาอยู่กับท่านน่ะเวลาจะฉันข้าว ท่านเดินตรวจกับข้าวก่อน วงไหนถ้าพร่องไปท่านจัดแบ่งให้ครบถ้วน แม้แต่ลูกเด็กเล็กแดงก็เหมือนกัน นี่ในฐานะท่านเป็นบุพการี คนในวัดทั้งหมด คนงานทั้งหมด ท่านสนใจเป็นพิเศษ คนไข้ทั้งหมดคนที่มารักษาโรคกับท่าน จะมีกินหรือไม่มีกินท่านตรวจหมด ถ้าไม่มีกินให้ข้าวสุกกับข้าวสารไปเลย ถ้าไม่มีใครหุงหาให้เป็นเรื่องเดือดร้อนของพระ พระกับเด็กจะต้องจัดให้ นี่ท่านมีทานบารมีสูง เป็นบุพการีอย่างสูงเป็นสาธารณประโยชน์หายาก


แล้วท่านก็บอกว่า ตอนที่ฉันโตขึ้นมาแล้วฉันก็ไปเทศน์ให้แม่ฉันฟังพ่อฉันฟัง ถึงเรื่องอรหังและพุทโธ ว่าไม่ใช่เรื่องของคนตายจะพูดคนเดียว ต้องพูดกันก่อนตาย ภาวนากันก่อนตาย พ่อแม่ของท่านก็รับฟัง แล้วท่านก็ลงท้ายเรื่อง ท่านบอกว่า ตอนท้ายเมื่อตอนพ่อแม่ฉันตายนะ ฉันดีใจ ไม่ใช่ดีใจเพราะพ่อแม่ตายจะรับทรัพย์มรดก ไม่ใช่ยังงั้น ท่านบอกว่า พ่อแม่ฉันตาย ฉันดีใจมาก ตอนนั้นฉันก็เป็นขั้นลิงเท่านั้น ฉันไม่เข้าใจว่าท่านดีใจอย่างไร ก็เลยถามว่า หลวงพ่อดีใจอย่างไรขอรับ หลวงพ่ออยากจะรับมรดกยังงั้นรึ ท่านหัวเราะชอบใจ ท่านบอกว่าเจ้าลิงดำมันสงสัยอะไร มีเอ็งคนเดียวเท่านั้นพูดน่ะ ในที่ประชุมนี่น่ะไม่รู้กี่ปีมาแล้ว ฉันพูดอะไรก็หาคนสงสัยไม่ได้ บางทีเขาสงสัยเขาไม่ถามฉัน แล้วก็ไปวิพากษ์วิจารณ์กันว่าพูดทิ้งไว้แค่นั้นพูดทิ้งไว้แค่นี้ นี่มีเอ็งคนเดียวมันปากอยู่ไม่สุข ไอ้ปากเอ็งน่ะมันมุบมิบ ๆ ไม่ต่างกับปากลิง  นั่นไป ๆ มา ๆ ก็นวดเราเข้าอีก เลยบอกว่าหลวงพ่อตั้งให้ผมเป็นลิงนี่ครับ ท่านบอกว่าท่านไม่ได้ตั้ง เอ็งมันเป็นลิงตั้งหลายชาตินี่หว่า แล้วก็มันเป็นลิงของข้าเสียด้วย ไอ้ลิงตัวอื่นไม่เท่าไหร่ เอ็งมันเป็นลิงระยำมาก เผลอเป็นลักของทุกที เผลอไม่ได้ ไม่ว่าอะไรล่ะลักดะ ถ้าของหายเป็นไม่พ้นไอ้ลิงดำละ ข้าไม่เคยบาป ข้าโทษทีไรมันตรงทุกที แล้วก็หัวเราะชอบใจ พูดไปพูดมาก็บอกว่า แม้แต่ชาตินี้ก็เหมือนกันละวะ เอ็งมาบวชนี่ เอ็งขโมยคาถาอาคาของข้าไปกี่บทแล้ว นี่ข้ารู้นาไอ้ลิงดำนา ไม่ใช่ข้าไม่รู้นา เอ็งคนเดียวนาขโมยตำราข้านา พูดแล้วก็ชอบใจ แล้วไม่ว่าอย่างไร ไม่รู้จะตอบท่านอย่างไร ก็เลยยิ้มแหย ๆ ไปอย่างนั้น ท่านก็เลยบอกว่าเอ็งคนเดียวแหละดี เอ็งถามอย่างนี้แหละดี ไม่ถามเสียมันก็ไม่คลายสงสัย มันก็ต้องสงสัยกันเรื่อยไป รายอื่นก็เหมือนกันฉันพูดอะไรไปสงสัยก็ควรถาม อย่าไปนิ่งกันไว้จะไปเกรงใจฉันทำไม ไอ้เรื่องที่ฉันพูดนี่นะฉันพูดให้รู้ ไม่ใช่พูดให้สงสัย แล้วท่านก็ว่าไป บอกว่าที่ฉันดีใจน่ะมันยังงี้ คือว่าทั้งพ่อแม่ฉันก่อนที่ท่านจะตายได้ญาณทั้งหมดนะ ท่านทรงญาณละเอียด แล้วก็ได้วิปัสสนาญาณละเอียด ท่านทิ้งไว้แค่นี้แหละ ท่านบอกว่าพ่อแม่ของฉันได้ทรงญาณละเอียด และวิปัสสนาญาณละเอียดแต่ว่าท่านทั้งสองก็ต้องมาเกิดอีกวาระหนึ่ง แล้วฉันต้องเป็นลูกท่านอีกทีหนึ่ง แล้วต่อจากนั้นไปท่านก็ไม่มีโอกาสจะเกิดอีก นี่ท่านรู้ของท่าน ท่านดีใจตรงนี้ ดีใจว่าพ่อแม่ของท่านมีศีลบริสุทธิ์ มีสมาธิตั้งมั่น มีวิปัสสนาญาณละเอียด


ลูกหลานก็จำได้ด้วยนะ เข้าใจไหม ไม่เข้าใจก็ฟังตอนหลังนะ นี่เป็นอันว่าเรื่องแม่ของท่านก็เป็นอันว่าพับไปนะ หมดกันไปที เรื่องมันสั้นจึงเอามาแทรกไว้ตรงนี้ ต่อมาเมื่อท่านโต ลัดกันเลยนะ ตอนนี้ไม่ลัดก็ไม่ได้ ท่านไม่ได้เล่าให้ฟังว่านับแต่วันนั้นมา ท่านไปทำอะไรบ้าง เป็นแต่เพียงบอกว่าตอนโตขึ้นมาท่านช่วยพ่อแม่ทำนา ท่านเป็นคนขยัน หลวงพ่อปานนี่รู้สึกว่าท่านเป็นคนค่อนข้างสวยนะ ถ้าพูดถึงลักษณะของผู้ชาย เป็นคนผิวขาวนวล ลักษณะสมส่วนทุกอย่าง ฉันเคยให้ท่านนั่งขัดสมาธิ แล้วฉันก็เอาเชือกวัด ขออภัยท่านวัดรอบศีรษะ วัดตัก วัดตักไปถึงบ่า ได้ส่วนทุกอย่าง ได้ส่วนเดียวกับส่วนของพระพุทธรูปเป๊ะเลย รู้สึกว่าเป็นคนค่อนข้างสวย เสียงเพราะมาก เสียงเครือ ๆ อย่างฉันนี่นะ ถ้าหากท่านได้ยินเมื่อไรท่านขับเมื่อนั่นแหละ แล้วท่านบอกไม่ให้เทศน์ เสียงจัญไรแบบนี้ไม่ให้เทศน์แต่ว่าเวลานั้นเสียงฉันไม่อย่างนี้นะ แหม ไม่อยากจะคุยหรอก พูดกันง่าย ๆ ว่าเป็นเสียงคนหนุ่ม มันใสหน่อยก็แล้วกันนะ  ลีลาการพูดเทศน์นี่ฉันขโมยของท่านมาได้สัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วเวลาไปเทศน์ที่ไหนก็รู้สึกว่าพอจะเอาชนะใจคนได้บ้าง สมัยนั้น เวลานี้นี่เสียงมันไม่ไหวหรอก เวลาพูดมันต้องรบกับคน ลีลาการพูดมันถึงไม่ดี เสียงออกก็ไม่เพราะ ช่างมันนะ คนแก่นี่ เอาอีตอนท่านโต เมื่อท่านโตมาแล้วท่านบอกว่าเป็นคนขยัน

ปกติท่านเป็นคนขยัน เวลาพวกเราทำงานท่านไม่หยุดเหมือนกัน เป็นคนขยันจริง ๆ ขยันงานภายนอก ขยันงานภายในทุกอย่าง จุกจิก หมายความจุกจิกรอบ ๆ ดูของรอบ ๆ ตรวจตราของรอบ ๆ แล้วคำว่าไม่มีไม่ได้ของท่านมีสั่งให้ไปหาอะไรถ้าไม่มีให้เลยไปเลย ห้ามกลับ ถ้าวันหลังไปพบเขาถามว่า ทำไมไม่เอามาให้ บอกว่าไม่มีนี่ครับ ถ้าไม่มีจัดซื้อทันที ของท่านต้องมีทุกอย่าง เป็นอันว่าเมื่อท่านโตขึ้นมาแล้ว ก็เวลาใกล้จะบวชถึงเกณฑ์บวชเลย เวลาตอนใกล้บวชนั่นเขาจะไปขอสาว ๆ ให้แต่งงานกับท่าน บอกว่าเวลาบวชแล้วจะได้แต่งงานกัน เป็นลูกคนรวย ท่านก็เลยบอกว่าเรื่องแต่งงานเอาไว้ทีหลัง ขอให้บวชเสียก่อน บวชแล้วไม่แน่จะสึกหรือไม่สึก ถ้าสึกก็แต่ง ไม่สึกก็ไม่แต่ง ไปขอเขาอย่างนั้นจะเป็นการลากหนามจุกตรอก คนอื่นที่เขาดีกว่าเขามาขอจะได้แต่งงานไป ทำอย่างนั้นไม่ควร ในเมื่อพ่อแม่ท่านเห็นว่าท่านค้านก็เลยตามใจท่าน


แล้วพอดีถึงตอนจะบวช เวลานั้นเวลานี้จะบวชต้องอยู่วัดกันถึง ๓ เดือน เขาเรียกกันว่าติฎฐิยะปริวาส พระพุทธเจ้ามีพระบัญญัติอย่างนั้น มีพระพุทธบัญญัติสั่งแบบนั้น เมื่อคนจะบวชจะต้องอยู่วัดถึง ๓ เดือน อบรมธรรมวินัยให้มีนิสัยดี ถ้า ๓ เดือนยังไม่ดี ยังไม่ให้บวช ให้อยู่ต่อไปอีก ๓ เดือน ถ้ายังดีไม่ได้ไม่ให้บวช ให้อยู่ไปอีก ๓ เดือน ถ้า ๙ เดือนไม่ดีเลิกเลย ไม่ให้บวชเลย แล้วอุปัชฌาย์สมัยนั้นท่านเคร่งครัดเอาตามนี้ทุกอย่าง  แต่ว่าอุปัชฌาย์สมัยนี้เป็นอุปัชฌาย์นิวเคลียร์ นี่น่ากลัวจะไม่ต้องก็ได้กระมัง มีหน้าที่อย่างเดียว ปีไหนฉันเป็นอุปัชฌาย์บวชมาก ทำบัญชีส่ง ผู้หลักผู้ใหญ่ว่า ปีนี้เป็นอุปัชฌาย์บวชพระกี่องค์ ๆ เอาคะแนนกันตรงนี้ เอาดีกันตรงบวช หน้าที่อบรมสั่งสอนไม่ต้อง เลิกกันเวลานี้ (เขาพับไปแล้วนา) อุปัชฌาย์ตามหัวเมืองเวลานี้เขามีหน้าที่บวชอย่างเดียว ใครจะอบรมกันไว้อย่างไรก็ช่าง บวชไปสัทธิวิหาริก อันเตวาสิก จะเป็นอย่างไรก็ช่าง ไม่เคยโผล่หัวมาพบกันเลย จะเลวจะทรามยังไงก็ช่าง เดี๋ยวนี้เขาดี เขาตัดได้ เขาปลงกันได้ ช่างเขาเถอะนะ เป็นไปตามสมัยนิยม  แล้วเรียกว่าพระที่เข้ามาบวชก็บวชตามประเพณี อุปัชฌาย์บวชให้ก็บวชตามประเพณี ท่านที่เป็นอุปัชฌาย์ก็เป็นไปตามประเพณี ก็หมดเรื่องกันไป ไม่มีใครขัดคอกัน  ตอนก่อนที่ท่านจะเข้าวัดบวช พ่อมาแจ้งว่า ลูกปานเอ๊ย ลูกอายุย่างเข้า ๒๑ ปีแล้ว ครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์สมควรจะบวชได้แล้วนะ พรุ่งนี้พ่อจะนำไปฝากหลวงพ่อสุ่นนะ ไปบวชที่วัดบางปลาหมอนะ วัดบางนมโคใกล้บ้านของเราน่ะอย่าบวชเลย พ่อไม่เลื่อมใสพระ เพราะเวลานั้นเจ้าอาวาสวัดบางนมโคก็ขนาดที่เรียกว่าพระนั่นแหละ พระหรือพะก็ไม่แน่นัก มีหน้าที่ท่องหนังสือสวดมนต์ให้ได้มาก ๆ ซ้อมหนังสือเอาไว้ให้คล่องเอาไว้เป็นทางหากินกัน ได้มาแล้วก็มานอนตีพุงเขลง ซื้อบุหรี่ ซื้อน้ำตาล ซื้อน้ำนมกิน ดีไม่ดีก็ไปเกี้ยวสาว ได้สตางค์มาก ๆ ก็เอาไปซื้อทองหมั้นสาว ๆ กลายเป็นคนหากินบนหลังคนไป นี่พระแบบนั้นเขาเรียกว่า อุปสมชีวิกา อาศัยศาสนาทรงชีพ  พ่อหลวงพ่อปานท่านไม่เลื่อมใส ท่านบอกว่าพระอย่างนี้ถ้าลูกไปบวชอยู่ด้วยก็จะเสีย อย่าบวชเลย ไปบวชกับหลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอเถิด ท่านดี ความจริงตำบลบางนมโคกับตำบลบางปลาหมอน่ะ ติดกัน ไม่ไกลกันมาก เขตติดกันเลย ตำบลบางปลาหมอนี่เป็นเขตของอำเภอบางบาล ตำบลบางนมโคเป็นเขตของอำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเหมือนกัน ใกล้กันห่างกันประมาณกิโลเศษ ๆ ในเมื่อพ่อแนะนำอย่างนั้น ท่านรับคำว่าพรุ่งนี้จะเข้าวัด


[b]52.หลวงพ่อปานเมื่อเป็นหนุ่ม[/b]

ที่บ้านของท่านมีคนรับใช้อยู่คนหนึ่ง เรียกกันว่า ทาส ชื่อว่าพี่เขียว อายุประมาณ ๒๕ ปี ตอนกลางวันอยู่ด้วยกัน ๒ คน ท่านเกิดสงสัยเนื้อผู้หญิงขึ้นมา บอกว่าตั้งแต่เกิดมานอกจากเนื้อแม่กับเนื้อพี่แล้ว ไม่เคยจับเนื้อใคร ท่านคิดว่าเนื้อผู้หญิงมันดียังไงผู้ชายถึงอยากได้กันนัก บางทีถึงกับฆ่ากันเลย ก็สงสัยจะบวชแล้วนี่ ถ้ามันดีจริงแล้วก็จะสึก ถ้าไม่ดีก็ไม่สึกละ เมื่อคนว่างก็เข้าไปหาพี่เขียว พี่เขียวแกอยู่ในครัว เป็นทาสแต่ว่าท่านเรียกพี่ในฐานะที่เขาแก่กว่ากว่าตัว ยกมือไหว้บอกว่า พี่เขียวขออภัยเถอะ ฉันขอจับเนื้อพี่เขียวดูหน่อยได้ไหมว่าเนื้อผู้หญิงน่ะมันดียังไงเขาถึงชอบกันนัก พี่เขียวก็แสนดี อนุญาต ท่านก็เลือกจับเนื้อกล้าม  เขาเรียกกล้ามเนื้อที่หน้าอก ผู้หญิงนี้มีกล้ามเนื้อพิเศษอยู่ที่กล้ามเนื้อ ๒ กล้ามที่หน้าอก แต่ไม่ได้จับมากหรอกจับตรงนั้น แต่ก็ไม่ได้ลวนลามไปถึงไหน ๆ จับ ๆ แล้วก็มาจับน่อง เอ๊ มันคล้ายกัน บอกพี่เขียวว่านี่มันคล้ายกันนี่ พี่เขียวแกก็บอกว่าเป็นอย่างนั้นมันก็คล้ายกัน แล้วท่านก็ถามพี่เขียวว่าทำไมผู้ชายเขาถึงชอบเนื้อผู้หญิงนัก ดันไปถามผู้หญิงได้ นี่ว่ากันอย่างเรา ๆ นะ แล้วเขาจะตอบอย่างไร เขาก็บอกว่าไม่รู้เหมือนกัน ไม่รู้เขาชอบกันอย่างไร แล้วท่านก็ยกมือไหว้ขอขมาพี่เขียว บอกว่าขอโทษนะพี่เขียวนะ ที่ขอจับเนื้อนี้ไม่ใช่ดูถูกดูหมิ่น อยากจะพิสูจน์เท่านั้นว่ามันดีอย่างไร พี่เขียวให้อภัย แล้วท่านตั้งใจว่าเนื้อหน้าอกของผู้หญิงที่ผู้ชายต้องการ แล้วก็เนื้อของท่านที่น่องมันมีสภาพคล้ายคลึงกัน เนื้อของเราก็มี แล้วไปต้องการเนื้อของเขาทำไม นี่เขาเรียกว่าคิดอย่างคนไม่อยากมีเมียนะ คิดแบบนั้น ถ้าอย่างคนอื่นเขาจะว่าท่านโง่ก็ตามใจเถอะ ท่านก็เลยบอกว่าตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาก็คิดว่าไม่สึกล่ะ บวชคราวนี้ไม่สึก สึกมาทำไม ให้แต่งงานก็ไปจับเนื้อเหมือนเนื้อ ไอ้เนื้อของเรากับเนื้อของเขาก็เนื้อเหมือนกัน จะต้องไปเอาเนื้อของเขามาทำไม นี่เป็นเรื่องของคนไม่เป็นเรื่องนะ เรียกว่าคนไม่เห็นดีในการแต่งงานเขาคิดกันอย่างนั้น

 

[b]53.สู่ร่มกาสาวพัสตร์[/b]

พอวันรุ่งขึ้นท่านพ่อก็พาถือพานดอกไม้ธูปเทียนไปวัดบางปลาหมอ เวลาเดินไปตามทาง ท่านไปพบปลาตัวหนึ่งมันอยู่ในหนองน้ำเกือบจะแห้ง เป็นปลาช่อนตัวใหญ่ ท่านก็จับเอาไป พอถึงแม่น้ำท่านก็ปล่อยท่านบอกว่าในชีวิตของท่านไม่เคยฆ่าสัตว์เลย ไอ้สัตว์นี่นะตัวเล็กตัวใหญ่ก็ตาม ถ้าฆ่ามันโดยเจตนาแล้วไม่เคยทำ แม้แต่ยุงก็ไม่เคยตบ แสดงว่าท่านมีบารมีมากเหลือเกิน บุญตามมาหา ไม่เหมือนฉันนะ ฉันนี่ไปเทียบกับท่านไม่ได้ ระยำมามาก ท่านดีมาก แต่ฉันระยำมาก แต่ความจริงถ้าเอาตัวท้ายเหมือนกันนะ แต่มันคนละมาก มากมีราคามาก กับมากไม่มีราคา ของท่านมากมีค่าสูง เรียกว่ามากได้มาสูง ของฉันมากเสียไปสูง ไอ้มากแบบนี้ไม่เป็นเรื่อง อย่าตามฉัน เมื่อท่านเข้าหาหลวงพ่อสุ่น อ้อ พอไปถึงแม่น้ำแล้วท่านปล่อยปลา ปล่อยปลาแล้วท่านพ่อก็พอไปหาหลวงพ่อสุ่น หลวงพ่อสุ่นเห็นเข้ากวักมือเลยบอกว่าเวลานั้น ไม่ทันจะถึงตัวท่าน พอเห็นเข้าก็เรียกชื่อพ่อท่าน พ่อของท่านนี่ฉันลืมเสียแล้ว ลืมชื่อทั้งพ่อทั้งแม่เลยนะ นึกไม่ออกคือไม่ได้นึกมานาน นึกไม่ออกจริง ๆ พอเห็นพ่อท่านก็กวักมือบอกว่า ไง เอ็งพาเจ้าปานมาอยู่วัดหรือ จะเอาเจ้าปานบวชหรืออย่างไร ท่านพ่อบอกว่าใช่ขอรับ เอ้อ ดีจริง ๆ นี่ข้านึกไว้นานแล้วเชียวนา นึกว่าถ้าเจ้าปานมันจะบวชล่ะก็ ข้าจะให้มันมาอยู่กับข้า ถ้าหากว่าแกเอาไปเป็นนาคไว้ที่วัดนางนมโค เวลาข้าไปเป็นอุปัชฌาย์ ข้านึกว่าบวชแล้วข้าจะเอาของข้ามาเลยนา ข้าตั้งใจไว้นานแล้ว เวลานั้นท่านเรียกเข้าไป

 

หลวงพ่อปานก็เข้าไปกราบ หลวงพ่อสุ่นก็เอามือลูบหัวบอกว่า ปานเอ๊ยอยู่กับพ่อนะ จะได้ดีนะ นับตั้งแต่นี้ต่อไปเป็นลูกของพ่อเอาล่ะ ท่านหันไปบอกพ่อของท่าน เอ็งน่ะกลับไปบ้านได้แล้ว ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องห่วงไอ้เจ้าปาน มันเป็นลูกของข้าแล้ว แน่ะ แทนที่จะรับเป็นลูกศิษย์ พ่อรับเป็นลูกเลย แล้วแกไม่ต้องห่วง เจ้าปานของข้ามันไม่สึกแล้วต่อไปน่ะข้ามีอะไรข้าจะถ่ายทอดให้มันทั้งหมด ไอ้นี่ข้ามองมาตั้งแต่เล็กแล้ว ตั้งแต่ ๔-๕ ขวบข้าก็มอง ๆมา นึกว่าถ้าเจ้าปานนี่มันบวชก่อนข้าตายแล้วข้าจะต้องเอามาไว้ วิชาความรู้ของข้านี่ถ่ายทอดใครไม่ได้ ไม่มีใครรับเอาไปได้หมด ข้ามองมานานแล้วว่าเจ้าปานมันรับของข้าได้ ท่านบอกว่าพอฟังเท่านั้นแหละ ปลื้มใจบอกไม่ถูก คิดไม่ถึงว่าท่านจะเป็นคนที่หลวงพ่อสุ่นวัดบางปลาหมอต้องการตัว เพราะเวลานั้นหลวงพ่อสุ่นมีชื่อเสียงพุ่งโด่งดังมากเป็นกรณีพิเศษ มีหลวงพ่อปั้น วัดพิกุล หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ หลวงพ่อเนียม วัดน้อย หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน อะไรพวกนี้ มีชื่อเสียงบอกไม่ถูก อ้อ (แต่ว่าหลวงพ่อโหน่ง) ยังมีหลวงพ่อเนียมสินะ หลวงพ่อเนียม วัดน้อย แล้วก็หลวงพ่อแสง วัดพะเนียงแตก จังหวัดนครปฐม ชื่อก้องเมือง พระ 4-5 องค์นี้ชื่อก้องเมืองขนาดหนัก หลวงพ่อปานบังเอิญไปเป็นศิษย์หลวงพ่อสุ่น หลวงพ่อสุ่นบอกว่าเป็นลูกของท่าน ท่านจะเอาไว้เป็นลูกของท่าน ท่านก็ดีใจใหญ่ ต่อมาเมื่อท่านพ่อกลับแล้ว ท่านก็แนะนำ ถึงวิธีการบวชว่า ปานเอ๊ย การบวชนี้เป็นของยากนะลูกนะ แต่ไม่ยากจนเกินไป เจ้าจะบวชจะต้องจำตรงนี้ไว้ก่อน ท่านกางหนังสือเจ็ดตำนานให้ดูถึงตัวขานนาคว่า นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ เอตัง กาสาวัง คะเหตวาแปลว่า เราขอรับผ้ากาสาวพัสตร์ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน นี่เราอย่าบวชเป็นทาสกิเลสตัณหานะ คิดว่าเวลาบวชน่ะบวชเข้ามาแล้วนะปาน โลกธรรมต้องทิ้งให้หมดนะ อย่าเกาะนะ ถ้าเกาะมันตัวเดียวไม่เป็นพระเลย ถึงแม้ว่าจะห่มผ้าเหลืองโกนหัวก็ตาม จะถือว่าเรามีศีลน่ะไม่จริง โลกธรรม ๘ ประการมีอย่างนี้ จะพูดให้ฟังนะ คือ

. อยากรวย คือ อยากมีลาภอยากรวย เมื่อได้ทรัพย์มาแล้วดีใจคิดว่าเรามีทรัพย์ เราจะสะสมเป็นทรัพย์สินให้มาก

. ถ้าทรัพย์หมดเสียใจ

. อยากมียศ อยากมียศฐาบรรดาศักดิ์ ได้ยศมาแล้วปลื้มใจ

. เมื่อยศหมดไปเสียใจ

. นินทา เมื่อได้รับคำนินทาแล้วเดือดร้อน

. ถ้าได้รับคำสรรเสริญก็ยินดี

. มีสุขในกามารมณ์ มีความเพลิดเพลิน

. มีความทุกข์ก็หวั่นไหว

 

สิ่งทั้งหลายเหล่าอื่นไม่ต้องจำ จำว่า ๑ บวชพระจงอย่ารวย อย่าสะสมเงิน ถ้าไม่มีเงินก็จงอย่า เดือดร้อน ไม่เป็นไร บ้านเราไม่ต้องเช่า ข้าวเราไม่ต้องซื้อ ชาวบ้านเขาหาให้ อย่าหวังรวย ถ้ารวยแล้วไม่ใช่พระ จะบวชสักกี่ร้อยพรรษาก็ไม่ใช่พระ ถ้าเราจะรวยต้องรวยด้วยศีลด้วยธรรม รวยด้วยบุญบารมี เงินได้มาเท่าไรทำเป็นสาธารณประโยชน์ให้หมด เหลือกินเหลือใช้ตามความจำเป็น แล้วใช้เป็นส่วนสาธารณประโยชน์ให้หมดอย่าให้มันเหลือ นี่จงอย่ารวย รายการที่ ๒ อย่ารับยศ ถ้าจำเป็นจะต้องรับยศ อย่าเมายศ จงคิดว่าเราเป็นพระ เราบวชเพื่อพระนิพพาน ยศถาบรรดาศักดิ์มันเป็นโลกธรรม มันเป็นตัวถ่วง ตัวกิเลส ยศเป็นกิเลสลาภเป็นกิเลส สรรเสริญเป็นกิเลส ความสุขในกามารมณ์เป็นกิเลส ถ้าเราพอใจในเหตุ ๔ อย่างนี่ เราไม่ใช่พระ ถ้าขืนบวชเท่าไรก็ไม่ใช่พระ มันจะตกอเวจีมหานรก จงจำไว้ จงจำไว้ แล้วก็อย่าทำนะ อย่าฝืนไปเกาะตามนั้น คิดอย่างเดียวว่าเราบวชเพื่อพระนิพพาน ปานเอ๋ย วิชาความรู้นะลูก ที่พ่อมีอยู่ทั้งหมด ถ้าเธอมีอารมณ์อย่างนี้พ่อให้ไม่มีเหลือ เอาอย่างนี้ก่อนก็แล้วกัน ในฐานะที่ลูกเข้ามาเป็นวันแรก จะให้เรียนอะไรมันก็ยังไม่ดีนะ ต่อไปนี้ก็ท่องขานนาคเสียให้ครบ แล้วก็ท่องหนังสือสวดมนต์ให้ได้ แล้วเอาคาถานี้ไป คาถาคือธาตุทั้ง ๔ นะ มะ พะ ธะ ให้ว่าถอยหลังเอาไปเป่ากุญแจนะ เป่าให้กุญแจมันหลุด กุญแจนี่กดให้มันติดแล้วเป่าให้มันหลุด ถ้าเจ้าเป่ากุญแจหลุดได้เมื่อไรมาบอกพ่อ ต่อแต่นั้นพ่อจะให้ของดีทุกอย่างที่พ่อมีอยู่ ที่สุดของความดีน่ะไม่ว่าอะไรทั้งหมดที่พ่อมีอยู่น่ะพ่อจะให้ไม่เหลือเลย หลวงพ่อปานรับคำแล้วท่านให้จัดสถานที่ให้เมื่อหลวงพ่อสุ่นจัดสถานที่ให้แล้วท่านก็มาท่องขานนาค ขานนาค หมายความว่าคำขออุปสมบท แล้วก็ท่องหนังสือสวดมนต์พร้อมเป่ากุญแจไปด้วย ท่านบอกว่าท่านนั่งเป่ากุญแจมา ๑ เดือน กุญแจกดไว้เป่าเดือนหนึ่งมันไม่ออก กุญแจลอกหมดสีขาวจ๋อง สนิมเหล็กมันหมดไป เพราะถูกเหงื่อมือบดสี

 

แต่ทว่าวันหนึ่งไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร พอทำใจสบาย ๆ นอนเผลอ ๆ ลุกขึ้นมาพอจับกุญแจเป่ามันก็หลุด ผลัวะ มันหลุดง่าย เป่ามาตั้งเดือนไม่หลุด ต่อแต่นั้นไปเป่ากุญแจดอกไหนมันก็หลุด หนักเข้า ๆ ไม่ต้องเป่า เอามือไปแตะก็หลุด ผลที่สุดไปซื้อกุญแจ ๓๐-๔๐ ดอก เอาใส่ราวเอามือกดให้ ติด เอามือแตะราวเท่านั้นแหละ กุญแจหลุดออกหมดแม้แต่กุญแจจีนก็หลุด เป็นอันว่าเรื่องกุญแจท่านทำได้ นี่เป็นวิธีการของหลวงพ่อสุ่นสอนให้หลวงพ่อปานฝึกสมาธิ เพราะหลวงพ่อสุ่นเป็นคนมีฤทธิ์ ฤทธิ์ต่าง ๆ จะเกิดมาได้ก็เพราะอาศัยจิตเป็นสมาธิเป็นของสำคัญ แต่ว่าถ้าจะบอกว่าสอนให้ทำสมาธิ อันนี้เป็นจะไม่เอากัน สอนให้สะเดาะกุญแจ ถ้าคิดว่าจะเก่งอย่างขุนแผนก็ให้ใช้คาถาบทนี้เป่ากุญแจให้หลุด ในที่สุดหลวงพ่อปานท่านก็เป่าหลุด พอเป่าหลุดแล้วปรากฏว่าตอนกลางคืนหลวงพ่อสุ่นก็เรียกเข้าหา ถามว่าท่องขานนาคจบแล้วหรือยัง ท่านบอว่าท่านท่องจบแล้ว หนังสือสวดมนต์ท่องถึงตรงไหน ท่านบอกว่าท่องถึงบทนั้นบทนี้จวนจะจบเจ็ดตำนาน แต่ว่าทุกวัน ท่านเรียกไปสอนจริยาของพระตั้งแต่เป็นนาค สอนวิธีบวชทุกอย่าง ว่าบวชพระแล้วต้องปฏิบัติอย่างไร เขาเรียนรู้กันมาตั้งแต่เป็นนาค ไม่ใช่บวชแล้วมาเรียนรู้กัน ไม่ใช่อย่างนั้น ที่ให้อยู่วัด ๒ เดือน ๓ เดือน ก็เพื่อให้เรียนรู้ตั้งแต่เป็นนาค หลวงพ่อสุ่นถามว่า ไอ้คาถาเป่ากุญแจที่หลวงพ่อให้เอ็งน่ะ เอ็งเป่าได้หรือยัง หลวงพ่อปานบอกว่าเป่าหลุดแล้วขอรับ ท่านก็หยิบกุญแจจีนมากดเสียแน่น หลวงพ่อปานพอหยิบกุญแจจีนหลุดผลัวะ กระเด็นออกไปเลย ขนาดกระเด็นหลุดออกนอกตัวไป หลวงพ่อสุ่นหัวเราะชอบใจ ท่านบอกว่า ปาน นี่เป็นพื้นฐานความดีขั้นแรกนะ ความดีต่อไปยังมีอีก วันนี้กลับไปก่อนนะ วันพรุ่งนี้ค่อยมาหาพ่อใหม่ พ่อจะให้เรียนต่อ ลูกไม่ต้องกลัวนะ อยู่กับพ่อ ๆ ให้ทั้งหมด อะไรก็ตามที่รู้ว่ามีดีที่พ่อมีอยู่ ถ้ารู้ว่าเจ้าต้องการพ่อจะให้หมด เอ้าสำหรับวันนี้เจ้ากลับไปก่อนนะ หลวงพ่อปานท่านก็กราบ ๆ แล้วท่านก็กลับ เรื่องราวของหลวงพ่อปานมีเยอะนะ แต่ว่าฉันมันพูดไม่ค่อยตรงทาง อาจต้องพูดนานก็ได้ วันนี้ขอลาลูกหลานทุกคนก่อนนะ ขอลูกหลานทุกคนจงปลื้มใจว่าบ้านทิพย์ของลูกหลานทุกคนมีแล้ว ต่อจากนี้ไปก็ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลจงมีแก่บรรดาลูกหลานทุกคน สวัสดี

 

ลูกหลานที่รักทั้งหลาย วันนี้วันที่ ๑๙ มกราคม พ.. ๒๕๑๕ เป็นเวลาประมาณ ๘ โมงครึ่ง เศษ ๆ ฉันลงมือบวงสรวง ที่ต้องบวงสรวงก็เพราะว่าเมื่อตอนกลางคืนของวันที่ ๑๘ เวลาที่ฉันนั่งกรรมฐาน ตอนนั้นลุงพุฒิแกมาหาฉัน แกบอกว่า ท่าน เวลาเล่าเรื่องหลวงพ่อปานนะก็ขอให้เล่าเรื่องพระลงอเวจีไว้ให้มากด้วย ถามว่าไปพูดทำไม ฉันจะไปรู้หรือว่าใครจะลงหรือไม่ลง ฉันไม่ใช่พระพุทธเจ้านี่จะได้เป็นสัพพัญญูวิสัย และจะรู้ได้ไง ลุงพุฒิแกก็บอกว่าเรื่องนี้นะ หลวงพ่อสุ่นวัดบางปลาหมอ อุปัชฌาย์ของหลวงพ่อปานเอง เวลาที่หลวงพ่อปานเข้าไปบวชอยู่กับท่านก็ดี หรือขณะที่เป็นนาคก็ดี หลวงพ่อสุ่นสอนเรื่องนี้ไว้มาก บอกว่าป้องกันไม่ให้หลวงพ่อปานตกนรก แล้วการบวชให้บวชอย่างเป็นพระ ถ้าการทำตัวไม่เป็นพระแล้วมันลงนรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระถ้าลงนรกแล้วไม่พ้นอเวจีนมหานรก เพราะว่าพระมีบุญมาก เวลาบาปก็บาปมาก เลยถามแกว่า นี่ลุงแกมาสอนให้ฉันพูดอย่างนี้นะ แล้วในเมื่อเรื่องนั้นฉันไม่รู้อยู่นี่ แล้วฉันจะเอาเรื่องอะไรมาพูด ถ้าพูดมันก็เป็นการโกหกพกลมให้ลูกหลานฟัง มันจะดีรึ  ไอ้เวลาฉันจะลงนรกน่ะ แกไม่ลงกับฉันนา แกเคยชี้หน้าว่าฉันอยู่เสมอว่า กรรมชั่วเป็นกรรมชั่วนา กรรมดีเป็นกรรมดี เรื่องพรรคพวกหรือเพื่อนฝูงนี่น่ะก็ยกไว้ส่วนหนึ่ง ส่วนความดีความชั่วนี่ยกไว้ส่วนหนึ่งไม่รวมกัน แล้วแกดันมายุให้ฉันพูดเรื่องพระลงอเวจีมหานรกนี่มันจะมีประโยชน์อะไร แล้วฉันจะไปรู้อะไรล่ะ เวลาที่หลวงพ่อปานบวชหรือไปเป็นนาคน่ะ ฉันเกิดทันที่ไหนล่ะ ฉันไม่ทัน ฉันไม่เคยได้ยินเสียงหลวง พ่อสุ่น สอนหลวงพ่อปานเลย แล้วลุงจะมาเกณฑ์ให้ฉันพูดว่ายังไง เวลาพูดจบลงไปเท่านี้ก็พอดีปรากฏว่า หลวงพ่อสุ่นกับหลวงพ่อปานท่านมา ท่านก็บอกนี่ลูก หลวงพ่อสุ่นว่ายังงั้นนะ พ่อสอนท่านปานจริง ๆ  ก่อนจะบวชก็ตามหรือว่าเวลาบวชแล้วก็ตาม ท่านพร่ำสอนอยู่ทุกวัน เรียกว่าพรรษาแรกทั้งพรรษานั้นไม่มีทางห่างกัน อุปัชฌาย์กับสัทธิวิหาริกไม่มีทางห่างกัน ท่านพร่ำสอนอยู่ทุกวันถึงวิธีกันการลงนรก ก็เลยกราบเรียนท่านว่า ถ้ายังงั้นล่ะก็ เวลาผมจะพูดขอหลวงพ่อมาบอกด้วยได้ไหม ท่านก็บอกว่าได้ ต่อแต่นี้ไปเธอจะต้องพูดเรื่อง ที่เธอไม่เคยรู้มา เรียกว่าไม่เคยรู้มาก่อน เธอจะต้องบวงสรวงและชุมนุมเทวดาเสียก่อน เมื่อเธอบวงสรวงและชุมนุมเทวดาแล้ว เวลาชุมนุมเทวดาต้องตั้งจิตนึกน้อมไปตั้งแต่พระพุทธเจ้าลง แล้วพรหมทั้งหมด เทวดาทั้งหมด เวลาบวงสรวงนึกถึงท้าวมหาราชทั้ง ๔ ท่าน แล้วท่านจะได้มาบอก ๆ ว่าวิธีบอกแบบเขียนคำบอกน่ะนะ

 

เรียกว่าไม่สะดวก ก็ขอให้บอกอย่างประเภทเข้าสิงใจได้ไหม ท่านบอกว่าได้ เอายังงี้ก็แล้วกันนะ เอาตามวิธีที่เขียนหนังสือพระกรรมฐาน ความรู้สึกมันจะเกิดขึ้นเองแล้วก็พูดไป แล้วก็จะตรงตามความเป็นจริงทุกอย่าง เลยรับคำจากท่าน เมื่อรับคำจากท่านแล้ว แล้วก็เรื่องนั้นเป็นอันว่าหมดกันไปนะ ท่านรับคำแล้วนี่ ตานี้เวลานี้ที่จะพูดก็ต้องบวงสรวงตามท่านสั่งเรื่องการบวงสรวงหรือชุมนุมเทวดานี่นะ ลูกหลานนะ ลูกหลานอาจจะลำบากใจ เพราะว่า นักปราชญ์สมัยใหม่ที่เขามองไม่เห็นด้วยน่ะมันมาก แต่ช่างเขาเถอะนะ สิ่งเหล่านี้มันเป็นปัจจัตตัง ผู้ทำเองเข้าถึงเองจะรู้เองเท่านั้น เหมือนกับเรากินอาหาร เรากินเกลือเราบอกว่าเกลือมีรสเค็ม เรากินส้มบอกว่าส้มมีรสเปรี้ยว เรากินน้ำตาลบอกว่าน้ำตาลมีรสหวาน ในเมื่อเรากินเข้าไปแล้ว เรารู้ว่าความเค็มเป็นยังไง ความเปรี้ยวเป็นยังไงความหวานเป็นยังไง ตานี้เราจะไปบอกกับคนที่เขาไม่ได้กิน คนที่เขาไม่ได้กินเขาจะรับรู้กับเราได้ยังไงว่ารสหวาน รสเปรี้ยว รสเค็มมันมีสภาพเป็นยังไง มันกระทบประสาท จะมีความรู้สึกเป็นยังไง ข้อนี้มีอุปมาฉันใด แม้การบวงสรวงหรือว่าการชุมนุมเทวดาก็เหมือนกัน นักปราชญ์สมัยใหม่ท่านมีความรู้มาก เรียกว่ารู้มากจนไม่เชื่อว่านรกมี สวรรค์มี นี่เป็นเรื่องของท่าน แต่ว่าที่ท่านเชื่อก็มีมากนะ ลูกหลานอย่าไปโทษท่าน เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ใครเขาจะรู้ว่าวิธีการบวงสรวงมีจริงหรือไม่ ทำไปแล้วมีผลจริงหรือไม่ การชุมนุมเทวดามีผลประการใด เทวดามาหรือไม่มา นี่ก็เป็นเรื่องของคนบวงสรวงหรือคนชุมนุมเทวดาเหมือนกัน ถ้าคนเราไม่เข้าถึงเทวดา ไม่เข้าถึงพรหม ไม่เข้าถึงพระ แม้จะเรียกเท่าไหร่ เทวดา หรือพรหม หรือพระ ท่านก็ไม่มา ถ้าหากว่าเราเข้าถึงเสียแล้ว เพียงแต่นึกถึงท่านก็มา แล้วเวลามาท่านพูดว่ายังไง อีตอนนี้ก็ต้องศึกษาตามหลักสูตรของพระพุทธเจ้า สำหรับการศึกษา ลูกหลานที่รักฟังให้ดีนะ ลูกหลานอย่าศึกษาแต่เฉพาะหนังสือนะ การอ่านหนังสือเฉย ๆ นั้นเป็นแต่เพียงฟังคนอื่นเขาเล่าให้ฟังเท่านั้น มันจะไม่ต่างอะไรกับคนที่ไม่เคยกินส้ม กินเกลือ กินน้ำตาล เมื่อเรารู้วิธีการกินเราก็ต้องกินเองด้วย ทำจิตให้เข้าถึงเรื่องของพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องของนามธรรม นี่ตามที่นักอภิธรรมเขาพูดกันนะ

 

ความจริงไม่อยากจะพูดคำนี้ เพราะว่าลูกหลานน่ะฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง ลูกหลานของฉันทุกคนเป็นคนดี มีความสุภาพ มีจิตอ่อนโยน มีจิตน้อมเข้าไปในธรรม เวลานี้ฉันปลื้มใจที่สุดแล้วนะ ฉันภูมิใจที่สุดที่หลวงพ่อปานพยากรณ์ฉันไว้ว่า นับตั้งแต่เธอบวชครบ ๒๐ พรรษาไปแล้ว ความประสงค์ของเธอทั้งหมดจะสมหวัง อีตอนนั้นฉันก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าฉันจะทำได้ยังไง คนอย่างฉันน่ะเรอะมีความรู้ก็ไม่เท่าหางอึ่ง ทุนรอนที่จะเรียนกับเขาก็ไม่มี แล้วสติปัญญาก็ต่ำ แต่ทว่าเวลานั้นฉันมีอารมณ์สูงเกินไป ฉันคิดว่าฉันจะพยายามช่วยตัวของฉันให้ได้ เพราะก่อนที่จะเข้ามาบวชน่ะ ลูกหลานก็เคยทราบประวัติของฉันมาแล้วว่า การที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนานี่น่ะ ฉันไม่ได้บวชเพราะศรัทธาความเชื่อเฉย ๆ ฉันเข้ามาพิสูจน์คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่เคยได้ฟังพระเทศน์ว่า นรกมีจริง สวรรค์มีจริง พรหมโลกมีจริง พระนิพพานมีจริง คำว่าพระนิพพานสูญน่ะ ฟังมาถึงจะสูญหรือไม่สูญ ชื่อของพระนิพพานก็ปรากฏ ตอนฉันอยากจะเห็นสวรรค์ อยากจะเห็นพรหมโลก อยากจะท่องเที่ยวไปสถานที่นั้น ๆ บ้าง ฉันก็หาครูบาอาจารย์ที่ถูกใจฉันมันไม่มี มีแต่พระเทศน์ แต่พระสอนมันไม่มี ในที่สุดฉันก็มาได้หลวงพ่อปานวัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นคุณาจารย์ประจำตระกูลของฉันเอง ตระกูลของฉันทั้งก๊กเคารพหลวงพ่อปานเหมือนพ่อ ครั้นเมื่อมาพบท่านเข้าท่านก็ท้าทายทุกอย่างว่าสิ่งที่เธอต้องการของฉันมีหมด เอาเข้านั่น นี่มาเจอะคนจริงเข้า แล้วในที่สุดก็บวชบวชพิสูจน์ความจริง ว่าถ้าหาความจริงไม่ได้เราก็จะไม่นับถือพระศาสนา มาสอนโกหกกันแบบนี้น่ะมันใช้ไม่ได้ ไม่เอา เอาเปรียบชาวบ้าน แต่ที่ไหนได้ ครั้นมาอยู่กับท่านเข้า อะไรก็ตามในขั้นต้นในสมัยนั้นท่านสอนให้ได้หมดในพรรษาแรก แล้วฉันเองมันก็คนไม่ค่อยเต็มเต็งนาลูกหลานนา ลูกหลานที่รักอย่านึกว่าฉันเป็นคนดีนะ ฉันนี่น่ะคนไม่ค่อยเต็มเต็งนักนา ถ้าจะเอาอะไรขึ้นมาล่ะก็ ฉันก็สู้มันด้วยชีวิต ฉันเอาชีวิตของฉันเข้าแลกสิ่งเหล่านั้น ถ้าฉันไม่ได้มาฉันจะตายฉันก็ยอมนี่ แล้วฉันมันเป็นคนไม่เต็มบาทกับเขา เวลาทำอะไรทำอย่างชนิดที่ว่าเอาชีวิตเข้าแลกกัน แต่มันกลับปรากฏว่าเป็นผลดีไปได้ตอนต้น ได้แล้วฉันก็มาคิดว่าฉันเคยอ่านคำสอนของพระพุทธเจ้า ว่าการสอนคนให้เข้าถึงทิพยสมบัติเป็นของดี ฉันก็ตั้งเข็มทีเดียว ตั้งเข็มว่าฉันจะทำอย่างนั้นบ้าง แต่จัดในวงการแคบ ๆ

 

แต่ว่าลูกหลานที่รักเอ๋ย ในตอนต้นฉันเกิดความเบื่อหน่ายหลายวาระ เพราะการไปพูดอะไรกับบุคคลประเภทอย่างนั้นเข้า (ไปพูดแบบนี้น่ะแบบที่ฉันต้องการ)  เขาหาว่าฉันบ้าเสียสิ ฉันเป็นคนที่ไหนเล่า เขาหาว่าฉันบ้า ไปพูดอย่างนั้นมันไม่ถูก สิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ ทั้งๆ ที่สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นฉันพบมาเอง เขาก็ไม่เชื่อ แล้วแถมพวกพระด้วยกันนี่ล่ะนะ พวกโกนหัวห่มเหลืองเหมือนกันนี่แหละ อย่าไปว่าท่านทุกองค์นะ บางองค์เท่านั้น ที่ฉันเป็นเพื่อนเป็นฝูงกันพอรู้จักกัน ฉันบอกว่าสิ่งเหล่านี้มีจริง พวกเราคงจะทำให้ปรากฏเป็นการชดใช้ความดีของพระพุทธเจ้าที่ท่านมีคุณ พวกเหล่านั้นเขาก็หาว่าฉันบ้า ดีไม่ดีพวกนักเทศน์นี่แหละเขาบอกว่าสวรรค์ไม่มีนรกไม่มี พระสูตรทั้งหลายเหล่านี้เป็นคนรุ่นหลังเขียนขึ้น นี่แสดงว่าเขาเกิดก่อนคนเขียน นี่มันเป็นเสียอย่างนี้ซีลูกหลาน ตานี้มาตอนนี้แหละ มานับเอาตั้งแต่ตอนนี้ก็แล้วกัน ตั้งแต่ พ.. ๒๕๑๐ ตั้งแต่เริ่มพบ นาวาอากาศเอกอาทร และศิริรัตน์ โรจนวิภาต นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ฉันเกิดพบคนจริงเข้า เขาเอาจริงทุกคน อย่างขนาดที่เรียกว่า กลางวันเขามีงานหนัก กลางคืนเขาก็ไปฝึกกับฉัน ไปหาฉันได้ทุกคืน เขายกคณะกันไปกลับดึก ๆ ดื่น ๆ แล้วเขาไปได้ทุกวัน แล้วต่อมาก็มาพบลูกพบหลานทั้งหมดนี่แหละ ใครบ้างก็ช่างเถอะ ไปนั่งเรียงชื่อกันอยู่ได้ยังไงล่ะ ถ้าขืนเรียงชื่อเรียงกันไม่ไหว แล้วฉันก็จำชื่อไม่ได้หมดนี่ เป็นอันว่าพบคนจริงเข้า อีตอนหลังมาพบคนจริงเข้า ฉันเลยเอาจริงเข้าบ้าง แล้วไอ้ความจริงมันก็ปรากฏ ปรากฏยังไง ที่แนะนำให้ลูกหลานทำบุญน่ะรึฉันดีใจ เปล่า ฉันไม่ได้ดีใจหรอก แต่ทำบุญเข้ามาแล้ว จะทุ่มเทเงินกันเข้ามาประมาณนี่ที่ฉันมาอยู่วัดท่าซุงนี่น่ะ คิดจำนวนเงินที่สร้างตึกใหม่นี้ได้ล้านเศษ แล้วคิดวัดสามจีนคือวัดเสริมศรีศุขสวัสดิ์ด้วย รวมกันเข้าไปคิดตัวเงินทั้งหมดล้านเศษ ๆ แล้วฉันดีใจไหม ลูกหลานที่รักคงคิดว่าฉันจะดีใจกระมัง เปล่า เข้าใจผิด ฉันยังไม่ดีใจ การสร้างวัตถุภายนอกมันยังช่วยชีวิตไม่ได้ แต่ว่าสิ่งที่ดีใจคือลูกหลานทุกคนมีจิตเข้าถึงธรรมะ เข้าถึงธรรมแล้วเข้าถึงมากหรือถึงน้อยก็ตามใจ ฉันพอใจ ขึ้นชื่อว่าคนมีเงินนะ จะมีนับเป็นล้านเป็นโกฎิหรือมีบาทสองบาทฉันก็พอใจเรียกว่าเป็นคนมีเงินแล้ว ตอนมีเงินแล้วนี่ฉันก็ยังไม่ดีใจมาก ดีใจนิดเดียว

 

มาตอนนี้ซี ฉันขึ้นไปสำรวจผลความดีของลูกหลาน ไปสำรวจที่ไหนล่ะ ก็อาจารย์ของฉันเป็นยังงี้นี่ หลวงพ่อปานน่ะนะ หลวงพ่อปานท่านทำแบบไหน การคบคนเช่นใด พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ย่อมเป็นเหมือนคนเช่นนั้นเราคบคนกินเหล้า เราก็ชอบเหล้า เราคบคนเล่นการพนัน เราก็ชอบการพนัน เราคบคนเจ้าชู้ ก็ชอบเจ้าชู้ เราคบคนขี้เหนียว เราก็ชอบขี้เหนียว เราคบคนยุ่ง เราก็ชอบยุ่ง นี่ลูกหลานมาคบเอาหลวงตายุ่ยเข้าซีจ่ายกันไม่ไหวเลย ให้สตางค์มาเป็นค่ายา ค่าอาหาร พ่อเล่นอีลุ่ยฉุยแฉก เอาไปทำอะไรต่ออะไรเสียหมด ดีไม่ดียังไม่ทันจะให้มาเลย เอาเข้าอีกแล้วไปทำเข้าก่อน ไปเชื่อสินเชื่อเขามาก่อนนี่คุณยุ่ย ยุ่ยขนาดฉันนี่มันหายากเหมือนกัน แต่ว่าฉันยุ่ยขนาดเดียวกับหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานของฉันท่านก็ยุ่ยแบบนี้แหละ นี่ไอ้ความยุ่งของฉัน นี่ฉันหวังดีกับลูกหลาน ฉันคิดว่าเงินทองของลูกหลานน่ะนะหามายาก แต่ละคนกว่าจะได้เงินมาแต่ละบาทต้องเอาชีวิตเข้าแลก ผู้ที่รับราชการน่ะอย่าคิดว่าสบายนะ เวลาไปทำงานต้องกระทบกระทั่งกับอารมณ์ที่ไม่พอใจอยู่เสมอ แล้วก็ต้องมีค่าใช้จ่าย คนที่เขาทำไร่ทำนาเขาคิดว่าข้าราชการมีความสุข แต่ก็เปล่า ถ้าเป็นทหารหรือพลเรือนก็ตาม การเคลื่อนไปทำงานจะรู้หรือว่าชีวิตของเราจะไปกระทบอะไรบ้าง แล้วก็มีความลำบากใจเพียงใด พวกพ่อค้าแม่ขายก็เหมือนกัน กว่าจะได้กำไรเข้ามาแต่ละบาทก็แสนจะลำลาก เหนื่อยทั้งกายเหนื่อยทั้งใจ พวกทำนาทำไร่ก็เหมือนกัน ต้องฟันฝ่าอุปสรรคทุกอย่าง นี่ฉันเห็นว่าเงินของลูกหลานทั้งหมดเป็นของได้มาโดยยาก ฉันเลยกลายเป็นคนยุ่ยไป แต่หากว่าฉันรู้ว่าลูกหลานของฉันได้มาโดยง่ายฉันจะไม่ยุ่ยหรอก ฉันจะเป็นคนขี้เหนียวทำไมล่ะ ทำไมจึงขี้เหนียวได้มาง่าย ๆ ไม่ลำบาก ฉันก็มาเก็บสะสมเอาไว้ให้มันร่ำรวยเสียบ้างจะเป็นไรไปแต่ทีนี้ฉันเห็นว่าลูกหลานทุกคนเป็นคนลำบาก กว่าจะได้เงินมาแต่ละบาท แสนยากแสนลำบากก็อุตส่าห์หามาด้วยความยาก มาแบ่งให้ฉันใช้ ฉันนั่งคิดว่าฉันกินไปบ้าง ฉันซื้อยารักษาโรคบ้าง อันนี้ก็พอสมควร แต่ว่าส่วนหนึ่งของเงินของลูกหลาน เรียกว่าส่วนใหญ่ฉันจะไปสร้างบ้านให้ ฉันแอบเอาเงินจำนวนนี้ไปสร้างบ้านให้ ฉันไม่บอกลูกไม่บอกหลานหรอก ดีไม่ดีก็จะขัดคอเอา หมายความว่าเขาบอกว่าเขาทำของเขาได้ เงินจำนวนนี้มันไม่มากมายนัก เอาไว้กินไว้ใช้ก็แล้วกัน อันนี้ตามธรรมดาของคนแก่นี่ก็ห่วงลูกห่วงหลาน ฉันเลยย่องเอาไปสร้างบ้านให้ แล้วก็มาขัดเกลาจิตใจคราวละเล็กละน้อยตามกำลังศรัทธา ทำแบบสบาย ๆ ไม่ยาก

 

เมื่อถึงเวลาสมควรในระยะปีนี้ ฉันก็ขึ้นไปสำรวจบ้านที่ฉันสร้าง ฉันสร้างให้ลูกให้หลาน คือว่าฉันเป็นหัวหน้าน่ะ ทุนของลูกของหลาน ไม่ใช่ทุนของฉัน ไปดูแล้วมันสวยแพรวพราว ลูกหลานที่รักมันสวยบอกไม่ถูก มีตระการตา อันดับต้นนี้ขนาดหมื่นหลังเศษ เรียกว่าหลาย ๆ จังหวัดด้วยนะ ที่เขามาเอาเล็ก ๆ น้อย ๆบ้าง มากบ้างน้อยบ้างตามกำลังศรัทธานี่ บ้านในอันดับต้นน่ะมีหมื่นหลังเศษ อันดับที่สองก็รู้สึกว่ามีมากอันดับที่สามก็มีไม่น้อย ฉันไปตรวจบ้าน เจ้าหน้าที่เขาก็ชี้แจง บ้านหลังนี้ของคนนี้ บ้านหลังนั้นของคนโน้น

แล้วเวลานี้อัธยาศัยของคนไหน ๆ เป็นอย่างไร เจ้าหน้าที่เขาก็ชี้แจงหมด ฉันกลับลงมาแล้วฉันนอนไม่หลับ ปลื้มใจว่าสิ่งที่ฉันตั้งใจมีแค่นี้ที่นี้ต่อไปเมื่อวันที่ ๑๙ เมื่อวานนี้น่ะ มีเรื่องใหม่เกิดขึ้น จะเล่าให้ฟัง เรื่องพิเศษควรจะเล่าให้ฟังไว้บ้างคือว่าในตอนเช้าปรากฏรองผู้บังคับการตำรวจพิษณุโลก กับรองผู้กำกับเขามาหาฉัน เขามาตั้งให้ฉันเป็นอธิบดีกรมตำรวจ เขาตั้งแบบไหนรู้ไหม เขามาตั้งคำถามฉันว่า เมื่อไรเขาจะได้เป็นผู้บังคับการ เมื่อไรผมจะได้เป็นผู้กำกับ ฉันก็นึกครึ้ม ๆ ใจเหมือนกันนา ตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจนี่พระเจ้าแผ่นดินเป็นผู้แต่งตั้ง แล้วก็ต้องมีความรู้ความสามารถดี แล้วอยู่ ๆ ก็มีคนมายกย่องให้ฉันเป็นอธิบดีกรมตำรวจก็ดีไม่น้อยนา เอาเข้านั่นไหมล่ะ แล้วระดับต่อมาเวลาใกล้เคียงกันก็มีคนมา ๒ คน แกมาตั้งให้ฉันเป็นพญายมราช คือ คนหนึ่งพ่อป่วย อีกคนหนึ่งแม่ป่วย แกถามว่าพ่อกับแม่ผมที่ป่วยนี่ เรียกว่า ๒ รายด้วยกันนะ พูดรวมกันไปเลย จะหายหรือจะตาย นี่มันเป็นตำแหน่งของพญายมราชนี่ฉันมีบุญไม่น้อยนะ เป็นอธิบดีกรมตำรวจไม่พอ ยังแถมตำแหน่งพญายมราชเข้าไปอีก อ้ายเรื่องเขาป่วยนี่ ก็พอดีฉันมองหน้าลุงพุฒิแก ๆ เป็นโหรใหญ่ ลุงพุฒินี่แกเป็นหมอดูขนาดใหญ่พิเศษเชียวนะ ใครจะตายไม่ตายนี่แกรู้ ใครตายแล้วไปนรกไปสวรรค์แกรู้ หันไปดูแก เห็นแกยิ้มฟันขาวแหง ยกมือโบกบอกว่า ตำแหน่งนี้ ตำแหน่งพยากรณ์คนตายหรือไม่ใช่คนตายนี่น่ะไม่ใช่หน้าที่ของท่าน แกว่าอย่างนั้น โน่น เป็นหน้าที่ของหมอนิดเขา ท่านอย่าเสือก เอาเข้านั่น อีตาลุงพุฒินี่แกปากไม่ใช่เล่นเหมือนกัน บอกว่าท่านอย่าเสือกนะ อย่าเสือกพยากรณ์ เป็นเรื่องหมอนิดเขาให้หมอนิดเขาพยากรณ์ เป็นเรื่องของเขา

 

ฉันหมดท่าก็ไม่รู้จะทำยังไง เลยบอกว่ายังงี้ บอกว่าหนูเอ๋ย เอายังงี้ก็แล้วกันนะลูกนะ เรื่องตายหรือไม่ตายนี่หลวงพ่อไม่รู้หรอก แต่ตัวของหลวงพ่อจะตายยังไม่รู้เลย อ้ายเรื่องคนที่เกิดมานี้จะห้ามตายกันไม่ได้นะ ห้ามไม่ได้ เอาอย่างงี้ก็แล้วกัน ไปหลวงพ่อ ๔ องค์นั่นนะ ที่หลวงพ่อปั้นท่านไว้นะ หลวงพ่อเชิญบารมีท่านไว้ องค์หลังเป็นบารมีของพระพุทธเจ้า มีพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าบรรจุอยู่ แล้วอีก ๓ องค์ องค์หน้าทางด้านทิศเหนือหลวงพ่อใหญ่ สามภารวัดนี้เดิม เป็นคนสร้างวัด องค์กลางก็คือหลวงพ่อศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า องค์ที่สามคือหลวงพ่อปานวัดบางนมโค เอ็งไปเอาธูปเทียนไปบูชาท่านนะ แล้วก็บอกว่าขอให้ช่วยพ่อแม่ของเอ็งให้หายให้อาการโรคคลายเป็นปกติโดยเร็ว ถ้าหายแล้วล่ะก็ จะถวายทององค์ละ ๑๐๐ แผ่น ผ้าห่มองค์ละ ๑ ผืนแล้วก็ต้องบอกท่านด้วยนะว่าถ้าไม่เป็นเหตุเกินวิสัย ถ้าเป็นเหตุสุดวิสัยจะต้องตายก็ช่าง แต่ขอให้อาการโรคดีขึ้น มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ แล้วเขาก็ไปกัน พอไปกันแล้ว อีตอนเขาไปแล้วฉันคิดว่า เอ คนป่วยนี้ก็ควรจะไปเยี่ยม เพราะว่าคนที่มารายงานเขาก็สงเคราะห์ฉันอยู่เหมือนกัน เขาใส่บาตรให้กิน เวลามีงานก็เรียกเขามาใช้ แล้วก็วันนี้เรื่องใหญ่เกิดขึ้น ฉันจะต้องพิมพ์คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าของหลวงพ่อปานแจก แล้วก็จะนำธงแม่โพสพคือว่าธงมหาลาภน่ะ เขาลือกันนักว่าธงมหาลาภนี่ เขาไปใช้กันได้ผล เขาว่ายังงั้น ฉันก็ว่าถ้าเขาไม่บูชาแล้วก็ มันไม่ได้ผล ถ้าเขาบูชามันคงจะได้ผล เขาลือกันนี่ แต่มันหมดเสียฉันก็จะไปทำ แต่ว่าเวลาจะไปทำนี่ต้องเอาสตางค์ไปให้เขางวดแรกก่อน ฉันก็ไม่รู้จะเอาสตางค์ที่ไหน ก็สตางค์ที่ลูกหลานให้ฉันกินน่ะแหละ ฉันน่ะนับ ๆ ๆ นับไปได้พันบาทเอาไปมัดจำเขา นี่ฉันกำลังก่อสร้าง ไอ้รถเข็นทรายเข็นหินมันไม่มี รถเล็ก ๆ นะ รถไสก็ไปซื้อเขาไว้คันหนึ่งราคา ๓๖๐ บาท ก็เอาสตางค์ของลูกของหลานนี่แหละไปอีกที่ให้ยากิน เป็นค่ายา แล้วก็ไปซื้อยารักษาโรคไว้ ๑๔๓ บาท เอาไปเฉ่งเขาด้วย ก็ไปเยี่ยมไข้คนแก่ เ อาไปให้คนละ ๑๐๐ บาท อโรคยา ปรมา ลาภา สงเคราะห์คนที่มีโรค เรียกว่าให้เขามีความสุขใจ หลวงพ่อปานบอกว่า ถ้าเราทำความสุขให้เขา ความสุขนั้นจะสะท้อนถึงเรา ถ้าหากว่าเราสร้างความทุกข์ให้เขา ความทุกข์นั้นก็สะท้อนมาถึงเรา

 

สมัยนั้นมันทำน้ำมัน เล่นโป ขโมยตำราของท่านเอามาทำดู ท่านเอาไม้ตะพดมาล่อหัวฉันเข้า บอกว่าเอ็งจะไปปล้นเขาหรือ เอ็งทำให้เขาจน เอ็งก็จน เอ็งทำให้เขารวย เอ็งก็รวย นี่ก็คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าของหลวงพ่อปานน่ะสร้างคนรวยมามากแล้ว แต่ทีนี้เวลาพิมพ์ตอนนี้ฉันไม่ดัดแปลงคำพูดเลย เพราะคำพูดที่หลวงพ่อปานพิมพ์แจกฉันเก็บของฉันไว้ ลอกหมดแล้วพิมพ์ตามนั้นไม่อธิบายต่อเติม นี่ฉันประกาศพิมพ์ไว้ ๓,๐๐๐ แผ่น แล้วก็จะมีเทศน์ตอนเดือน ๔ ดูเหมือนว่าจะเป็นวันที่ ๑๕ มีนาคม หรือยังไงไม่ทราบ วันตรุษ วันสิ้นเดือน ๔ พิมพ์ฎีกาแจก แล้วก็พิมพ์ธง ธงแม่โพสพ สำหรับผ้านี่นะ นนทา อนันตวงษ์ เขาบอกเขาออกให้แล้วค่าพิมพ์ คุณสุรินทร์ คุณเรณู บุญเลิศ เขาออกให้ เขายังไม่ได้ให้สตางค์มา ฉันก็เอาไปมัดจำก่อน แล้วก็ค่าประกาศข่าว ไม่ใช่เรี่ยไร บอกเขาว่าจะมีเทศน์ เขาจะมาก็มาไม่มาก็ตามใจเขา จะทำบุญหรือไม่ทำก็ตามใจ ธงแจกฟรี แล้วก็เสกข้าวด้วยคาถามหาลาภของหลวงพ่อปานไปให้แรกนา เสกน้ำมนต์ไปพรมนาแจกกันวันเดียวคือวันสิ้นเดือน ๔ ถ้าหมดตอนไหนเลิกตอนนั้น ไม่หมดวันหลังไม่แจก ขี้เกียจแจกพร่ำเพรื่อ  แล้วได้เงินจำนวนนี้ฉันก็ขโมยลูกขโมยหลานออกไปอีก ไม่ทันพอหรอกค่าพิมพ์ ค่าอะไรต่ออะไรนี่มันไม่พอแต่ทว่าก็นี่ไม่เป็นไร ฉันนึกว่าต่อไปลูกหลานให้ฉันอีกฉันก็ขโมยไปจ่ายอีกนั่นแหละ นี่เอาไปอย่างนี้ ถ้ารู้แล้วก็โมทนาเสียนะ ปัตตานุโมทนามัย แล้วก็เป็นทรัพย์สินของลูกของหลาน า ลูกหลานจะได้เป็นคนรวยในชาตินี้แล้วก็ชาติหน้า นี่รวยแล้วฉันเห็นแล้วว่ารวยแล้ว  ทีนี้มาพูดถึงเรื่องคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า จะอย่างไรก็คงจะทราบกันแล้วนะ หรือว่าอย่างน้อยที่สุดต่อไปวันหน้าคงจะทราบ จะไม่เล่าให้ฟัง มาเล่าให้ฟังถึงตอนกลางคืน ตอนกลางคืนที่นั่งพระกรรมฐาน วันนี้ฉันรู้สึกว่าฉันเหนื่อยมาก ตอนเช้าบันทึกเสียง ตอนใกล้เพลท่านผู้บังคับการและรองผู้บังคับการ หรือรองผู้กำกับเขามากัน พอตอนต่อไปก็มีคนมาหา ตอนบ่ายก็ไปเยี่ยมไข้เอาเงินไปชำระเขา พอกลับมาถึงวัด ดูนาฬิกาผิดไป ๑ ชั่วโมง นาฬิกาบอก ๖ โมงเย็นกัน ฉันบอกว่ามัน ๕ โมงเย็น นี่ภาษาพระนา ตามันพร่าไปแสดงว่ามันเพลียมาก เมื่อมันเพลียมาก ฉันรู้ว่าร่างกายของฉันไม่ดี

 

เวลาฝึกพระกรรมฐานฉันก็ฝึกเขา นำเขาสมาทานกันแล้วฉันก็ไม่เอาล่ะ ฉันไม่ห่วงใคร เวลาฉันไม่สบาย ฉันไม่ห่วงใคร ฉันห่วงตัวฉันคนเดียว ฉันคิดว่าดีแล้วมันอยากไม่สบาย วันนี้ลองซ้อมใหญ่ดูสักที ปล่อยจิตตามสบายให้มันว่าง จิตมันก็ว่างโปร่ง จับอารมณ์สมาธิได้ชัดเจน จับอานาปานานุสติ มีอารมณ์ผ่องใส มีความสุขเป็นเอกัคตารมณ์แล้วเป็นอุเบกขารมณ์ เป็นอารมณ์เดียวนะ ไม่ข้องแวะกับอารมณ์อื่น อุเบกขาวางเฉยอารมณ์ต่าง ๆ เสียหมด สบาย ความสบายมันเกิดขึ้นก็ปรากฏกสิณกลับโผล่ขึ้น ทีแรกเป็นโอทาตกสิณก่อน สีขาวปรากฏ ก็เลยนึกครึ้ม ๆ ใจว่า เออ ลองจับกสิณเล่นโก้ ๆ เพราะไม่ได้เล่นมานาน ๒๐ปีกว่าแล้ว เอาจริงเอาจังไม่ได้ กสิณนี่นะจะว่ากันไปก็ประมาณ ๓๐ ปีเศษ ๆ เอาจริงไม่ได้เพราะท่านห้าม พอจับโอทาตกสิณ อารมณ์ช่ำมันก็เกิดขึ้นความมั่นคงปรากฏ แล้วเกิดอาการเห็นอาการไหวของอากาศ ก็เลยจับวาโยกสิณลองเล่นโก้ ๆ ไม่ได้เอาจริงพอจับวาโยกสิณ มันเข้าถึงฌาณ ๔ ความระยำของจิตมันปรากฏ คิดว่านี่ลอยเล่นในกุฎจะดีไหม พอคิดว่าเท่านั้นตูดมันขยับพ้นจากธรรมาสน์ที่นั่ง มันพ้นขึ้นมาสัก ๒ ศอกเท่านั้นแหละ เสียงสมเด็จองค์ปฐมตวาดลงมาเลยบอกว่า เฮ้ย นั่นมันเป็นภาวะของพระอภิญญาเขานา ไม่ใช่เรื่องของพระวิชชา 3 จะยุ่ง เลิก ฉันสั่งแล้วนาฉันสั่งว่าแกจะทำอะไรไม่ได้ในเรื่องของอภิญญาต้องเลิก แหม ตกใจ ตูดกระแทกปังลงมาบนธรรมาสน์ มีใครสังเกตหรือเปล่าก็ไม่รู้ เป็นอันว่างอก่องอขิงไป ตกใจสมเด็จดุ สมเด็จท่านดุนี่ตกใจมากนะ เพราะว่าเป็นการมีความผิดอย่างถนัดก็เลยกราบถวายนมัสการท่าน บอกว่าไม่ได้คิดจะทำอะไรหรอกขอรับ ตั้งใจจะลองซ้อมอารมณ์จิตดูเท่านั้น

 

ท่านก็บอกว่าซ้อมก็ไม่ได้ การซ้อมทางอื่นมีถมไปทำไมจึงไม่ซ้อม จะมาซ้อมเรื่องฤทธิ์ ไม่ใช่เรื่องของเธอ ต่อแต่นี้ไปอย่า ทำไม่ได้นะ จำไว้ว่าคนจะติดฤทธิ์ ในเมื่อชาวเมืองติดฤทธิ์เสียแล้วต่อไปไม่มีใครไหว้พระ ถ้าพระองค์ไหนไม่มีฤทธิ์พระองค์นั้นก็จะไม่มีใครเคารพนับถือ ชาวบ้านก็จะไม่สนใจในบุญญาธิการใด ๆ จะมองแต่พระที่มีฤทธิ์ ดูพระแสดงฤทธิ์เท่านั้น พระศาสนาจะเสื่อม เลยต้องกราบขอขมาท่านเป็นวาระที่ ๒  แล้วจากนั้นก็เลยจับอารมณ์วิปัสสนา ไปนอนเขลงเล่นที่บ้านตามสบายใจ เรื่องนี้ผ่านไปนะลูกหลานที่รักนะ ความปลื้มใจของฉัน อดที่จะนึกถึงความดีของลูกหลาน ไปใช้อีลุ่ยฉุยแฉกที่เป็นสาธารณประโยชน์น่ะอย่าบ่นเลยนะ บางทีลูกหลานมาที่วัดจะเห็นว่ามีอะไรเพิ่มขึ้น คือ ไอ้เครื่องต่อเสียงเพราะว่าคนที่นี่หูหนัก ถ้าเสียงมันรบกวนล่ะก็บอกด้วยนะ ข้างล่างหมามันกัดกันเสียงมันก็เข้ามา ไม่ใช่ห้องบันทึกหรอก ฉันบันทึกในห้องนอน ในห้องบันทึกเข้าให้ไว้แล้ว ท่านท้าวมหาชมภูท่านห้าม ท่านบอกว่าอากาศไม่ดี อากาศไม่พอ ห้ามบันทึกในห้องบันทึก ต้องบันทึกในห้องนอน เสียงมันจะรบกวนบ้างก็ช่างมันนะ เป็นเสียงหมา หมานี่ฉันเคยลงทุนเลี้ยงมามาก ซื้อข้าว ซื้อกับ ซื้อขนมให้กิน แล้วต่อมา ๒ ปีนี่แหละ นนทา อนันตวงษ์ ก็รับภาระไป ซื้อปลายข้าว ซื้อกับ ซื้อขนมให้กิน นี่เป็นของเขา หมานี่จะว่ามันชั่วก็ไม่ได้นะ มันเป็นกำแพงป้องกันนรกเป็นด่านแรกที่หลวงพ่อปานท่านสั่งฉันนะ สมัยหลวงพ่อปานอยู่น่ะ ท่านตั้งเวรเลี้ยงหมา พระเลี้ยงหมามีอยู่ ๔ องค์ พระเลี้ยงแมวมีอยู่ ๒ องค์ พระดูคนไข้น่ะมีอยู่ ๖ องค์หมายความว่าไปตรวจดูว่าคนไข้คนไหนเขาจะมีกินหรือไม่มีกิน เขาจะมีความลำบากหรือสบาย ต้องจัดให้ด้วย อำนาจเมตตาบารมีของหลวง

พ่อปานท่านมาก แต่ต่อไปนี้มาเข้าเรื่องของหลวงพ่อปานกันดีกว่านะ

 

[b]๕๔.หลวงพ่อปานเรียนหมอ[/b]

วันนี้เอากันตรงไหนดีหละ เอาตอนหลวงพ่อปานเรียนหมอเอาไหม วันนี้หมอนิดแกจะได้ชอบใจนะ หมอนิดอยากเป็นหมอทางใจ ฟังเรื่องของหลวงพ่อปานไว้นะ บรรดาลูกหลานทั้งหลายก็เหมือนกัน ฟังเรื่องราวของพระแก่ท่านไว้ ลีลาของพระแก่นะมีความดีอยู่มาก เพราะว่าโดยมากท่านไม่ทิ้งแบบฉบับของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทำมาอย่างไร ท่านทำไปตามนั้น เรื่องความเป็นหมอของพระจะหาว่าเลวทรามน่ะ ไม่จริงหรอกมันไม่จริง ถ้าเป็นหมอเพราะอำนาจเมตตาบารมีนี่ไม่ใช่ความเลวทราม มันเป็นความดี แต่ว่าเป็นหมออาชีพเรียกเงินทองเขามาทำไม่เข้าท่าเหมือนกัน สมัยที่หลวงพ่อปานอยู่กับหลวงพ่อสุ่น เมื่อเข้าไปเป็นนาค หลวงพ่อปานชอบฤทธิ์ พูดอย่างนี้แล้วก็อยากจะนึกถึงหมอนิดนะ หมอนิดแกก็เป็นคนชอบฤทธิ์อย่างหลวงพ่อปานเหมือนกัน จะไปโทษหมอนิดแกก็ไม่ได้ ก็ต้องโทษฉันด้วย ฉันก็อีลุ่ยฉุยแฉกชอบเล่นทางนี้เหมือนกัน นี่เป็นคนประเภทเดียวกัน สมัยนั้นหลวงพ่อปานอย่าเผลอคาถาอาคมไม่ได้ทีเดียว ถ้าเขียนไว้ว่ามีคุณสมบัติแบบไหน ฉันขโมยเอามาทำจนสำเร็จหมด แต่ก็ไม่เอาอยู่คาถาเดียวคือ คาถาทำผู้หญิงให้รัก อันนี้เห็นเข้าฉีกทิ้งเลย ฉีกเลย เพราะมันไม่จำเป็น ไม่มีความจำเป็น ถ้าเราเลวเสียอย่างเดียวก็ไม่มีใครรัก ถ้าเราทำดีทำให้ถูกใจเขาเขาก็รัก นี่มันเป็นเรื่องธรรมดา จะต้องไปนั่งว่าคาถาให้มันเปลืองเวลาทำไม ไม่จำเป็น คาถาประเภทนี้เห็นของใครไม่ได้ พระอะไรถ้าไปเขียนคาถาเสน่ห์เล่ห์ลมอะไรไว้ที่ไหน ถ้าไปเจอะเข้าเป็นฉีกทิ้งเลย ไม่เกรงใจใคร เมื่อฉีกทิ้งไม่ฉีกเปล่า ด่าเจ้าของด้วยหาว่าเลวเกินไป นี่เป็นยังงั้นแหละ ฉันนี่นะความระยำมันไม่น้อย ตานี้มาว่ากันถึงหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานท่านชอบฤทธิ์ หลวงพ่อสุ่นท่านก็รู้ใจ เข้าไปทีแรกท่านก็ให้คาถาสะเดาะกุญแจ ท่านก็กล่าวถึงคุณสมบัติของขุนแผน ว่าขุนแผนน่ะเก่ง จะเข้าไปหาใครที่ไหนก็ตาม จะมีกลอนอยู่หรือมีกุญแจอยู่ ขุนแผนเข้าได้ คือว่าไม่ต้องใช้สว่านเจาะ ใช้คาถาสะเดาะกลอนออก กุญแจออก หลวงพ่อปานท่านชอบใจ หลวงพ่อสุ่นก็เลยให้คาถาสะเดาะกุญแจ คาถาบทนี้เขาว่าไม่ยากหรอก ว่า นะ มะ พะ ธะ ๔ คำเท่านั้น

 

 แต่ก็ถอยหลังนะ ถอยหลังว่ายังไงฉันไม่รู้หรอกถึงฉันรู้ก็ไม่บอก ถึงใครจำได้อยากจะเป็นขุนแผนบ้างก็เชิญซิ เอาไปว่าเอาไปทำกัน ไม่หวงไม่ห้าม ของดีไม่หวงไม่ห้าม แต่ว่าเวลาจะขโมยของเขาบางทีมันเป่าไม่ออกก็ได้นะ หลวงพ่อปานท่านสามารถทำได้ในระยะ ๑ เดือน แล้วก็ทำได้ดี ต่อมาวันหนึ่งหลวงพ่อสุ่นเรียกเข้าไปหาถามว่า ปานเอ๊ย เอ็งท่องขานนาคคือว่าคำบรรพชาได้หรือยัง หลวงพ่อปานบอกว่าได้แล้วขอรับ แล้วก็หนังสือสวดมนต์ล่ะลูกเอ่ย ท่องได้หรือยัง หลวงพ่อปานก็บอกว่าได้ กี่บทๆ ก็ว่าไป หลวงพ่อสุ่นก็กล่าวคำชมเชยบอก เออปานเอ้ย เอ็งเข้ามาอยู่วัดได้เดือนเดียว เจ็ดตำนานจวนจะจบอยู่แล้วนะ ขานนาคก็ได้ เออ คาถาเป่ากุญแจที่พ่อให้นี่น่ะเอ็งทำได้หรือยัง หลวงพ่อปานก็บอกว่าทำได้แล้วขอรับ ท่านก็หยิบกุญแจจีนเข้ามา แล้วก็กระทุ้งเสียจนแน่น บอกลองเป่ากุญแจดอกนี้ซิออกไหม หลวงพ่อปานพอเอื้อมมือไปจับกุญแจ พอถูกกุญแจลั่นผัวะเลย นี่ท่านเก่งขนาดนี้นะ นี่เป็นวิธีฝึกสมาธิของ พระแบบเก่า ในเมื่อหลวงพ่อปานชอบฤทธิ์ ท่านก็เลยไม่บอกว่าเป็นกรรมฐาน ท่านบอกว่าเป็นเรื่องของฤทธิ์เป็นเรื่องของการสะเดาะกุญแจ หลวงพ่อปานทำได้ หลวงพ่อสุ่นหัวเราะชอบใจบอกว่า ปานเอ๊ย ถ้าเอ็งทำได้อย่างนี้นาลูกนา ต่อไปอะไรเล่าที่เอ็งต้องการพ่อให้หมดไม่เหลือ ไม่ว่าอะไรทั้งหมด แต่ว่าเอ็งจงจำไว้ให้ดีนะลูกนะ การบวชเป็นพระต้องจำไว้คำหนึ่ง คำขอบรรพชาว่า นิพพานนัสสะ สัจฉิกิริยายะ เอตัง กาสาวัง คะเหตวา  เราขอรับผ้ากาสาวพัสตร์จากพระอุปัชฌาย์เพื่อจะทำให้แจ้งพระนิพพาน การบวชพระน่ะมีความหมายอย่างเดียวนะลูกนะ มีความหมายเพียงทำให้แจ้งพระนิพพาน ถ้าหากว่าจะบวชเพื่อเป็นประเพณีแล้วก็อย่าบวชเลย ตกนรก เพราะพระนี่ตกนรกง่ายกว่าฆารวาส แล้วฆารวาสเขาตกก็เรียกว่ามีโทษไม่หนักเท่าพระ พระมีบุญมาก ฆราวาสทำบุญร้อยครั้ง พระทำบุญครั้งเดียวมีอานิสงส์มากกว่า ตานี้หากชาวบ้านเขาทำบาป ๑๐๐ ครั้ง พระทำบาปครั้งเดียวก็บาปมากกว่าเหมือนกัน ทีนี้เวลาลงนรกชาวบ้านเขาก็ลงเบากว่า พระลงหนักกว่า พระทุกองค์ที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนานะ ปานต้องจำไว้ เอ็งจะต้องบวชต่อไปตลอดชีวิตนะลูกปานนะ ไม่มีโอกาสได้สึกเอ็งน่ะ ไม่ได้สึกหรอก บุญวาสนาบารมีของเอ็งมีมาก เอ็งปรารถนาพุทธภูมิมามาก ทำมาเยอะแล้ว ชาตีนี้เป็น

ชาติที่สุด ตอนนี้หลวงพ่อปานท่านบอก ท่านไม่เข้าใจเหมือนกันว่าชาตินี้เป็นชาติที่สุด หมายความว่ายังไง ท่านเล่าให้ฟังนะ ท่านเล่าให้ฟังว่าตอนนั้นท่านไม่รู้ หลวงพ่อสุนท่านก็พูดย้ำลงไปว่า การบำเพ็ญบารมีชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ต่อไปก็มีการเกิด จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น

 

หลวงพ่อปานท่านบอกว่า แม้หลวงพ่อสุ่นพูดอย่างนั้นท่านก็ยังไม่เข้าใจ แล้วท่านก็สอนต่อไปว่า การบวชเป็นพระ ไม่ว่าใครทั้งหมด หนึ่ง ถ้าปรารถนาความร่ำรวย สะสมทรัพย์สินที่บรรดาพุทธบริษัทมาถวาย แล้วก็เอาไปใช้ในทางที่ไม่เป็นพระ หมายความว่าเอาไปลงทุนค้าขาย เอาไปซื้อไร่เอาไปซื้อนา จะตั้งใจเอาเงินไปหมั้นสาวๆ จะแต่งงาน อะไรก็ตามอันเป็นเรื่องของฆราวาส พระองค์นั้นแม้จะบวชอยู่สักกี่ร้อยปีก็ไม่เป็นพระเพราะว่าการเป็นพระนี่มันเป็นที่ใจ การที่จะโกนหัวห่มผ้าเหลืองอธิษฐานว่าตนเป็นพระน่ะไม่ใช่ นั่นเป็นผีหลอกชาวบ้าน เรียกว่าเอาผ้าเหลืองมาห่มเปรตเข้าไว้ ในตอนต้นเป็นเปรตก่อน เพราะเปรตช่วยตัวเองไม่ได้ ต้องอาศัยโมทนาบุญจากคนอื่น นักบวชก็เหมือนกัน นักบวชที่บวชเข้ามาแล้วก็บิณฑบาตข้าวจากชาวบ้านชาวบ้านถวายเงิน ชาวบ้านให้ผ้าผ่อนท่อนสไบ ชาวบ้านให้ที่อยู่ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่ทรัพย์สินที่ตนหามาได้โดยชอบธรรม เรียกว่าเป็นทรัพย์สินของชาวบ้านเขา พระก็มีสภาพเหมือนเปรตนะ เห็นไหมลูกหลาน มีสภาพเหมือนเปรต นักบวชน่ะ เปรตถ้าทำตัวไม่ดี เวลาตายก็ไปนรก นี่ถ้าอยู่อย่างเปรต เราบวชเข้ามาแล้วมีสภาพเหมือนเปรต คือต้องอาศัยชาวบ้านก็ต้องทำทรัพย์สินของชาวบ้านให้เป็นประโยชน์จริงๆ ใช้ในฐานะที่เรียกว่าสมณวิสัย จริงๆคือวิสัยของพระ วิสัยของพระนี่จะทำยังไง ก็เอาเงินของชาวบ้านมาใช้มากิน อะไรมันไม่มีก็ซื้อใช้สอยตามความสุขอย่างพระ ไม่ใช่ความสุขอย่างชาวบ้าน เรียกว่าตามสมควรไม่โอ่โถงนัก ถ้าเงินมันเหลือก็เอาเงินจำนวนนั้นไปก่อสร้างสาธารณะประโยชน์ จะก่อสร้างวิหารการเปรียญก็ตาม หรือจะสงเคราะห์คนที่มีความทุกข์หิวโหยเข้ามาให้มีความสุขก็ตาม หรือว่าจะสร้างส่วนใดที่เป็นไปตามธรรมของพระพุทธเจ้าก็ตาม ทำให้หมดนะลูกปานนะ อย่าสะสมเงินให้เป็นกองใหญ่ ใจจะไม่ใช่พระ ถ้าลงใจไม่ใช่พระเสียแล้วละก็ ตอนนี้ลงนรก ๆ ที่จะไปก็คืออเวจีมหานรก ใช่ไหม ลุงพุฒิแหงนหน้าขึ้นมา พยักหน้าบอกว่าใช่ เวลาพูดนี่ลุงพุฒิเขาคุมอยู่ข้างๆนะ เขาคุมอยู่ พูดตอนนี้นะ เขาสะกิดข้างบอกให้พูด หลวงพ่อท่านก็รับรอง หลวงพ่อท่านก็มาอยู่ด้วยนะตอนนี้น่ะ ทั้งสองหลวงพ่อนั้นแหละ ทั้งหลวงพ่อสุ่น หลวงพ่อปาน ท่านยิ้ม พอบอกว่าท่านมาอยู่ด้วยท่านยิ้ม หลวงพ่อสุ่นท่านบอกว่า เออ ดีแล้ว บอกว่าข้ามาอยู่ด้วยยังงี้ดีแล้ว ข้าเป็นพยาน นี่เอาพยานผีนะ

 

เอ้า ลุงพุฒิอย่างนี้มันถูกไหม ถามจริงๆเถอะ พระที่ทำความชั่วอย่างนี้แกเอาไปเก็บไว้ที่ไหน เขาว่ายังไงรู้ไหม เขาบอกว่ามีที่เก็บแห่งเดียว คืออเวจีมหานรก แล้วประการที่ ๒ นอกจากทรัพย์สินแล้วก็อย่าบ้ายศ (เวลาใครเขาแต่งตั้งยศให้) เวลาใครเขาแต่งตั้งยศให้น่ะ ถ้ามีความดีเขาจะถวายยศก็รับเถอะ รับได้ แล้วก็จงอย่าเมายศที่เขาให้ไป เราอย่าติดใจในมัน อย่าถือว่าเป็นสำคัญ คำว่ายศก็ดี ลาภก็ดีนี่น่ะ เป็นสิ่งที่นอกเหนือจากคำปฏิญาณว่า นิพพานนัสสะ สัจฉิกิริยายะ เอตัง กาสาวัง คะเหตวา การทำให้แจ้งถึงพระนิพพานต้องตัดลาภ ต้องตัดยศนะ ถ้าไปคบลาภไปคบยศเข้าแล้วไปมัวเมาลาภไปมัวเมาในยศ ก็ชื่อว่าเราหาของมาถ่วงใหม่ คนที่จะถึงพระนิพานได้ต้องมีความเบาของจิต ต้องละกิเลส ๆ มันหนัก เกาะจิตมันหนัก ให้เข้าถึงพระนิพพานไม่ได้ ได้ลาภก็ดี ยศก็ดี มันเป็นเรื่องของกิเลส แต่ถ้าเราใช้มันถูกมันก็เป็นคุณ ถ้าเราใช้มันไม่ถูกมันก็เป็นโทษ พระที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาถ้าดิ้นรนหายศหาลาภ คำว่าดิ้นรนน่ะหมายความว่าเขามาให้ด้วยความเลื่องใสไม่เป็นไร แล้วก็ไม่เมาในยศในลาภ ถ้าดิ้นรน ไม่มีลาภอยากจะหาลาภ หาอาชีพเป็นเครื่องประกอบ เป็นหมอดู เป็นหมอยา เป็นนักเทศน์ เป็นนักก่อสร้าง หวังจะได้ผลกำไร หรือไม่มียศก็ดิ้นรนอยากจะให้เขาแต่งตั้งยศ เมื่อแต่งตั้งแล้วก็เมาในยศอยากจะเลื่อนยศ พระประเภท นี้ว่าไงลุงพุฒิ อ๋อ ลงอเวจีหมดหรือ นี่ลุงพุฒิเขาเป็นพยาน เขาว่าลงอเวจีหมด เขาจดไว้ที่เดียวหมด ลูกหลานรู้จักลูกพุฒิไหมล่ะ รู้จักแล้วใช่ไหม รู้จักแล้วก็แล้วไป ไม่รู้จักก็ช่างปะไร จำชื่อแกไว้นะ แกอยู่ไม่นานหรอก พอสิ้นศาสนานี้แล้วแกก็เปิดแล้ว ไม่อยู่แล้ว แกไม่กลับมาเกิดอีก ลุงพุฒิแกเป็นคนมีบุญบารมีมาก มีเมตตาสูง สงเคราะห์คนและสัตว์อยู่เสมอ แล้วต่อไป การนินทาและสรรเสริญอีกเหมือนกัน ความสุข ความทุกข์ รวมความว่า พระต้องเป็นพระละเอายังงี้แล้วกันนะ มองง่ายๆนะลูกหลานนะ พระจะรวยไม่ได้ เขาให้เงินมาแล้วเก็บไว้ได้ถ้ายังไม่ถึงโอกาสที่จะทำ แต่ขณะเมื่อได้เงินมาต้องใช้ในส่วนที่เป็นสาธารณะประโยชน์ หรือในสมณวิสัยจริงๆ จะไปทำพินัยกรรมให้น้อง ทำพินัยกรรมให้พี่ ให้พ่อให้แม่ นี่ไม่ได้นะ นี่เป็นเงินที่ได้มาระหว่างความเป็นพระนะ

 

ถ้าเป็นมรดกตกทอด อันนี้เป็นส่วนที่ทำได้ ไม่บาป ไม่เป็นไร หากถ้าเงินที่เขาถวายมาแล้วสะสมแบบนั้นมีหวังลงอเวจี นี่ลุงพุฒิแกว่ายังงั้นนะ ลูกหลานที่รักเคยเห็นไหม เคยเห็นพระไหม พระรวยๆมีไหม และมีเงินเป็นล้านมีไหม ถ้ามีแล้วอย่าเพิ่งตำหนิท่านนะ ไปถามท่านก่อนว่าเงินก้อนนี้ท่านจะเก็บไว้ทำไม หากท่านบอกว่าท่านคิดสร้างนั่นสร้างนี่ ยังงี้ใช้ได้นะ ไม่ใช่หรือ ยังงี้ใช้ได้ บางทีท่านสะสมไว้เพื่อ ทำความดี นี่ลูกหลานเคยเห็นพระที่มียศไหม ไปถามท่านซิว่ามียศน่ะดีตรงไหน ถ้าท่านว่าในฐานะที่พระราชาถวายยศให้ ท่านก็รับเพื่อสนองความตั้งใจของพระราชา และตัวท่านเองก็ไม่ตั้งตัวเต๊ะท่าในตำแหน่งที่ท่านมีอยู่ เว้นไว้แต่พระราชฐานที่พระราชาท่านนิมนต์วางตนให้สมกับตำแหน่งที่พระราชาท่านทรงแต่งตั้งถวายมา ในยามปกติท่านก็เป็นหลวงตา หลวงพี่ หลวงน้า หลวงปู่ตามปกติ อย่างนี้ท่านไม่เลวนะ ท่านไม่ถูกจดตามบัญชีที่ลุงพุฒิว่า แต่ลุงพุฒิเขาว่ายังไง เขาว่ามีไม่ถึง ๒เปอร์เซ็นต์ นี่เขาว่ายังงั้นนะ นี่พอพูดถึงตรงนี้ พอหันหน้าไปดูเขา เขาว่ามีไม่ถึง ๒ เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นติดยศหมด ติดลาภหมด จริงไม่จริงก็เป็นเรื่องของหมอพุฒิเขานะ หมอพุฒิเขาเป็นหมอดูนี่ ฉันไม่ดูหรอก เป็นอันผ่านตรงนี้ไปก็แล้วกัน เพราะว่าเขาให้พูดตรงนี้ หลวงพ่อท่านก็ว่าให้ผ่านไปหลังจากนั้นมา ปรากฏว่ารุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง หลวงพ่อสุ่นกำลังรับแขกอยู่ แขกของหลวงพ่อสุ่นก็คือแขกคนไข้ คนไข้มาให้ท่านรักษาโรค เออ จะพูดถึงการรักษาโรคของหลวงพ่อสุ่น ไว้ก่อนนะ เพราะหลวงพ่อปานท่านก็เรียนมา ยาของท่านมีอยู่ ๒ ขนาน คือ ใบมะกากับข่า ๑ ขนาน ใบมะกาและหญ้าแพรก ๑ ขนาน บอกขนาดไว้ก็ได้ อีตอนนี้ฉันรู้ ท่านใช้ข่า ๔ ตำลึง แล้วก็ใบมะกา ๔ ตำลึง คำว่าตำลึง ๆ เอาสมัยนั้นนะ เขาชั่งด้วยตาชั่ง ข่า ๔ ตำลึง ใบมะกา ๔ ตำลึง ใส่ลงไปในหม้อ เอาน้ำใส่ลงไป สวดอิติปิโสภควาไปทั้ง ๓ ห้อง แล้วก็ยาใบมะกากับหญ้าแพรกอีกขนานหนึ่ง สวดด้วยอิติปิโสเหมือนกัน เสกด้วยอิติปิโสเท่านั้นไม่มาก ยาใบมะกากับข่าสำหรับไว้รักษาโรคคนผู้หญิงที่ไม่มีครรภ์ หรือว่าคนไข้จะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตามที่ไม่ปวดศรีษะ ถ้าเขาไม่มีครรภ์ ไม่ปวดศรีษะ ก็ให้กินยาใบมะกากับข่า หรือถ้าคนไข้หญิงมีครรภ์หรือว่าปวดศรีษะ ให้กินยาใบมะกากับหญ้าแพรก ยามี ๒ ขนาน เท่านั้น ถ้าหมอนิดอยากจะเป็นหมออย่างนี้บ้างก็ใช้ได้ ว่าอิติปิโสเสียให้คล่อง เวลาเขาเอายามาให้แล้วก็เอาธูปเทียนปักลงไป น้ำใส่ลงไป เวลาหลับตาลงไปให้เห็นภาพหม้อยา แล้วตั้งใจอาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระอริยสงฆ์ทั้งหมด พรหมและเทวดาครูบาอาจารย์ทั้งหมด มีหลวงพ่อปานเป็นที่สุด อธิษฐานว่าขอให้ยานี้รักษาโรคนั้นให้หาย แล้วก็ว่าอิติปิโส ตามชอบใจ เวลาไปก็ให้ใจนั้นมองเห็นหม้อยานั้นให้แจ่มใสนะ ถ้าใจเห็นหม้อยาไม่แจ่มใส โรคนั้นหายยากยาขนานนั้นไม่ค่อยศักดิ์สิทธิ์ ถ้าใจเห็นหม้อยานั้นแจ่มใส ยาขนานนั้นศักดิ์สิทธิ์ ดีไม่ดีหม้อเดียวโรคหายเลย

 

อีกอย่างหนึ่งท่านเป็นหมอน้ำมนต์ อีกอย่างหนึ่งท่านก็ใช้คาถาสับกระดาน คนไข้นั่งเรียงกันเป็นแถวเรียง ๒ เรียง ๓ ก็ได้ เหยียดขามาทางท่าน ใช้มีดหมอสับกระดาน โก๊กๆๆ ว่าคาถาไปด้วย คนไข้ก็ดิ้นกันตึงตังๆๆ อย่างนี้เรียกว่าคาถาเรียกลม นี่ก็อีกคาถา นะ มะ พะ ธะ ถอดกันไปถอดกันมาฉันว่าไม่ไหว ฉันไม่ได้เรียนหรอก ฉันย่องไปเปิดตำราของหลวงพ่อปานดูแล้วไม่เห็นมีอะไร วิธีตรวจโรคคนไข้ที่จะมารักษาโรคจากท่านท่านมีตำรา มีวิธีตรวจโรค คือ เสกหมากให้กิน หมากจะมีรสหวาน รสเปรี้ยว รสขม รสเฝื่อน รสยัน ร้อนหูร้อนหน้า ถ้ามีอาการอย่างนี้ท่านจะรู้เลยว่าคนนี้เป็นโรคอะไร ถ้ากินไปแล้วหมากมีอาการปกติเป็นโรคธรรมดา ถ้าเป็นโรคธรรมดาท่านก็อยากจะรู้ว่าเป็นโรคอะไร เป็นโรคไทฟอยด์ เป็นมาเลเรียหรือว่าเป็นโรคพวกมดลูกหรืออะไรก็ตามนะ ท่านก็ใช้อำนาจอาโลกกสิณเข้าไปพิสูจน์ดูไข้ภายใน ท่านจะเห็นไข้ ท่านบอกว่าเห็นแจ่มใสแล้วก็ให้ยา รดน้ำมนต์ เรียกสับ เวลาเสกยาก็อธิษฐานขอให้ยานี้รักษาโรคนั้นโดยเฉพาะให้หายไปเดี๋ยวนี้ หมอนิดชอบใจไหมล่ะ ถ้าชอบใจก็จำเอาไว้นะ จุดธูปจุดเทียนขอจากท่าน ฉันไม่ได้เรียนจากท่านหรอก ขี้เกียจ ฉันขี้เกียจเรียน ฉันไม่เอาหรอก แต่ว่าจำมาได้คร่าวๆ เป็นขโมยดูตำราท่าน ฉันเป็นคนดีที่ไหนล่ะ นักขโมยนะ พ่อขโมยดะ เผลอไม่ได้ หลวงพ่อปานเผลอไม่ได้หรอก เรื่องตำรานี้ไม่มีใครกล้าแตะต้องของท่าน มีฉันคนเดียวขโมยเปิดดู เป็นเรื่องของฉัน แล้วท่านเคยว่าต่อหน้าแขกมากๆว่า อ้ายลิงดำนี่ มันขโมยเก่งนัก อะไรเผลอไม่ได้แล้วแถมคุยกับเขาเสียด้วยซิว่า มันไม่ได้ขโมยแต่ชาตินี้ชาติเดียวนะ หลายร้อยชาติแล้ว ฉันเผลอไม่ได้ เคยเป็นลูกฉันนะ เผลอมันเป็นขโมยเด็ด ประกาศต่อหน้าประชาชนเสียด้วย นี่ขโมยมีเกียรตินะ ขโมยมีศักดิ์ศรี แต่ผู้ถูกขโมยไม่ว่าอะไร พอชาวบ้านเขาถามว่า ท่านลิงดำนี่ขโมยแล้วหลวงพ่อว่าอะไรบ้างไหม ช่างมัน วิสัยมันชอบขโมยก็ให้มันขโมยไป มันไม่เป็นเวรเป็นภัยแก่ใครนี่ ชอบลองอย่างเดียว ไม่เอาจริง ไม่ว่าอะไรถ้ามันลองได้แล้วเลิก มันทำเป็นผลตามที่มันคิด ตามที่เขียนไว้ ตามตำรา พอทำได้แล้วมันเลิก  มันไม่เป็นเวรเป็นภัยกับใคร ก็เลยหมดเรื่องกันไป  นี่ก็ว่ากันถึงวิชาหมอนะ ว่าให้ฟัง แล้วต่อมาหลังจากวันรุ่งขึ้นจากหลวงพ่อสุ่นเรียกหลวงพ่อปานไปถามเรื่องสะเดาะกุญแจ นี่เรามาทวนหลังกันใหม่นะ อีตอนนั้น วันนั้น แขกมาหา ปรากฏว่าน้ำในตุ่มไม่มี น้ำในตุ่มที่สำหรับทำน้ำมนต์น่ะไม่มีแล้ว หลวงพ่อสุ่นท่านก็เรียกหลวงพ่อปานเข้าไป กำลังเป็นนาค ว่า ปานเอ๊ย ปานมา รดน้ำมนต์ให้คนไข้ทีเถอะ หลวงพ่อปานท่านเดินเข้าไปแล้วท่านก็กราบ พอกราบเรียนหลวงพ่อสุ่นว่าน้ำในตุ่ม ไม่มีขอรับ เมื่อกี้ผมไปดูแล้ว ประเดี๋ยวผมจะไปตักน้ำมาใส่ตุ่มก่อน ท่านก็ลุกขึ้นคว้าหาบคว้าถัง ๒ ลูก ใส่คานจะไปหาบน้ำจากท่าน้ำ หลวงพ่อสุ่นท่านก็โบกมือพูดว่า ปานเอ๊ย ไม่ต้องตักหรอกลูกเอ๊ย น้ำพ่อตักมาแล้ว พ่อตักใส่ตุ่มเต็มแล้ว อีตอนนี้ชักยุ่ง ท่านว่าเข้าไปดูอยู่ตะกี้นี้ประเดี๋ยวเดียว เห็นอยู่แล้วว่าน้ำในตุ่มมันไม่มี พอแขก เขามาก็ย่องไปดูน้ำในตุ่มเห็นว่าไม่มี ก็เตรียมหาบเอาไว้ คิดว่าท่านสั่งจะได้ลงไปตักทันที เพราะรดน้ำมนต์นี่ตอนหลวงพ่อปานเป็นนาค ดูจะเป็นภาระเป็นตำแหน่งจะต้องทำเป็นหมอรดน้ำมนต์

 

แลเห็นอยู่แล้วว่าน้ำไม่มี แล้วท่านว่าน้ำมี ก็เลยเดินไปดู ก็ปรากฏว่าน้ำเต็มตุ่ม ก็ชักแปลกใจมากๆ อีตอนนี้น้ำเต็มตุ่มแล้ว หลวงพ่อสุ่นบอกว่า พ่อตักไว้แล้วตักเมื่อกี้นี้เอง หลวงพ่อปานบอกว่า เราก็นั่งดูท่านอยู่ ไม่เห็นท่านไปไหน ท่านบอกว่าท่านตักน้ำไม่มี ท่านนั่งอยู่ตรงนั้น คุยอยู่กับแขก ฉันก็นั่งอยู่ไม่ไกลนัก เวลาท่านบอกว่าตักน้ำไม่เห็นท่านลุกไปไหนปรากฏว่าน้ำมี อันนี้แปลกใจ แล้ววันนั้นก็รดน้ำมนต์กันไปประมาณ ๕๐ คน น้ำในตุ่มยุบลงไปไม่ถึงคืบ ตุ่มลูกนั้นไม่โต เป็นตุ่มเล็กๆ หากจะรดกันจริง ๔ คนหมดตุ่มกระถางเล็กๆ แต่วันนั้นแขกตั้ง ๕๐ คน ยุบลงไปไม่ถึงคืบ เป็นเรื่องอัศจรรย์ พอแขกไปหมดแล้ว หลวงพ่อสุ่นก็เรียกหลวงพ่อปานเข้าไป บอกว่า ปานเอ๊ย เอ็งแปลกใจหรือลูก แปลกใจหรือว่าน้ำในตุ่มมันมาได้อย่างไร หลวงพ่อปานบอกว่าแปลกใจขอรับ ท่านก็บอกว่าไม่เป็นไรปาน เรื่องนี้เป็นเรื่องของพระนะลูกนะ พระที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนานี่ ถ้ามีความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าจริงๆ ทำอะไรก็ได้นะ อ้ายเรื่องน้ำนี่ไม่ต้องเดินไปตักก็ได้ ที่พ่อบอกว่าตักน่ะ พ่อเอาใจตัก เอาเข้านั่น นี่เรื่องมันยุ่งกันใหญ่ ท่านว่าเอาใจไปตักน้ำ ท่านว่าท่านไม่ได้เอาถังของท่านลงไปตักหรอก เป็นยังไงลูกหลานที่รักแปลกใจไหม พระแก่เอาใจตักน้ำได้ แล้วท่านก็บอกว่าปานอยากจะได้ไหมคาถาตักน้ำนี่ หลวงพ่อปานบอกว่าอยากได้ เรื่องอยากได้คาถาตักน้ำเป็นเรื่องไม่อัศจรรย์ แล้วปานอยากจะเรียนหมออย่างหลวงพ่อไหมล่ะ เรียนหมอนี่มันดีนาลูกนา เราได้มีโอกาสสงเคราะห์คน หมอของเรานี่เวลาจะยกครูต้องใช้เงิน ๖ บาท หัวหมูบายศรีซ้ายขวา แต่เวลาจะรักษาเขาจะเรียกเขาไม่ได้นะ อ้ายเงิน ๖ บาทนี่ พอปีหนึ่งเรายกครูครั้งเดียว เราหาของเราเองเราหาได้ ต้องรักษาด้วยอำนาจเมตตาจิตนะ เธอจะทำได้ไหมเล่า หลวงพ่อปานท่านบอกว่าท่านรักอยู่แล้ว บอกว่าทำได้ขอรับ หลวงพ่อสุ่นก็หัวเราะ ก็เลยบอกว่า พ่อรู้ว่าเจ้าต้องการละเจ้าทำได้ ปานเอ็งน่ะมีคนเดียวนะ พ่อบวชพระมาหลายร้อยองค์แล้ว วิชาความรู้ที่พ่อมีอยู่นี่พ่อไม่สามารถจะถ่ายทอดให้ใครได้หมด มีเอ็งคนเดียวเท่านั้นที่พ่อคิดจะถ่ายทอดให้ได้ ตั้งแต่เอ็งยังเป็นเด็กๆที่พ่อเอ็งพามาหา พอมองเห็นหน้าแล้ว พ่อคิดว่าเอ็งพอบวชแล้วพ่อจะต้องเอาเอ็งมาอยู่ด้วย มีคนเดียวที่พอจะถ่ายทอดความรู้ความสามารถที่พ่อมีอยู่ได้ หลวงพ่อปานปลื้มใจ หลวงพ่อสุ่นก็ว่า เอายังงี้ก็แล้วกันนะลูกปานนะ ก่อนที่จะเรียนหมอ เราก็ขึ้นต้นทำใจกันเสียก่อน เพราะว่าหมอของเรานี่น่ะ เราใช้กำลังใจเป็นสำคัญ เราไม่ได้ใช้วัตถุว่าพวกพระนี่ไม่มีทรัพย์ไม่มีสิน ไม่มีเงินทองมาซื้อเครื่องไม้เครื่องมือเหมือนหมอหลวงเขา หมอหลวงเขามีเงินงบประมาณรัฐบาลให้ อ้ายเรานี่มันเงินชาวบ้าน ชาวบ้านก็เป็นคนจน เราจะไปกะเกณฑ์ว่าคนนั้นเอาเงินมาเท่านั้น คนนี้เอาเงินมาเท่านี้ แล้วก็ไม่มีใครสามารถหาเอามาให้ได้หรอก คือเราต้องใช้ทางใจพระพุทธเจ้าท่านสอนกำลังทางใจไว้ ถ้าเรามีกำลังทางใจเสียอย่างเดียวนะ อะไรๆเราทำได้หมด

 

แล้วท่านก็ถามอีก ปานเอ๊ย เอ็งเห็นอ้ายพวกทำโบสถ์ไหม อีตอนที่หลวงพ่อปานเข้าไปเป็นนาคน่ะ ช่างกำลังทำโบสถ์ จวนจะเสร็จอยู่แล้ว หลวงพ่อปานพบเขาเหมือนกัน ท่านก็บอกว่าเห็น เอ็งรู้ไหมว่าพวกทำโบสถ์มันกินปลาที่ไหน เขากินปลาในสระขอรับ หลวงพ่อปานถามว่าเขากินปลาในสระไม่บาปหรือ ไม่บาปหรอก หลวงพ่อสุ่นท่านว่าอย่างงั้น บอกว่าไม่บาป ก็พ่อเอาใบไม้ทำปลาให้มันกิน ทีแรกมันซื้อหมูกิน พ่อสงสารมันเลยเอาใบไม้ทำปลาไว้ในสระให้มันกินกัน มันกินกันจนขี้เขียวเลย อ้ายปลาประเภทนี้มันเป็นปลาที่พ่อเสกใบไม้ให้มันเกิดขึ้น กินยังไงมันก็ไม่บาป รสชาติมันอร่อยเสียยิ่งกว่าปลาธรรมดาเสียอีก เออเอ็งอยากได้ไหมคาถาบทนี้ หลวงพ่อปานก็บอกว่าอยากได้ ท่านเลยบอกว่าไม่เป็นไร พ่อให้หมด พ่อบอกแล้วนี่ ไม่มีอะไรที่พ่อจะหวงลูก ไม่มีอะไรที่จะกีดกัน สิ่งไรที่พ่อมีอยู่พ่อให้หมด เอายังงี้ก็แล้วกัน ก่อนจะทำอย่างนั้นเราต้องเริ่มต้นวางพื้นฐานกันเสียก่อน หลวงพ่อปานก็ถามว่าวางพื้นฐานอย่างไร วางพื้นฐานด้านกำลังใจซิ เราต้องสร้างกำลังใจกันเสียก่อนถึงจะเป็นหมอได้ เสกใบไม้ให้เป็นปลาก็ได้ ตักน้ำด้วยใจก็ได้ เอ็งเอาไหมล่ะ เอาเทียนหนักบาทมา ๕ เล่ม ธูป ๕ ดอก ดอกไม้ ๕ กระทง ข้าวตอก ๕ กระทง พ่อจะให้เรียน เรียนวิชาหมอกัน นี่ลูกหลานลองคิดดูนะ นี่หลวงพ่อสุ่นสอนวิชากรรมฐานหลวงพ่อปานนะ แต่ว่าหลวงพ่อปานชอบหมอ ชอบมีฤทธิ์ ท่านเลยไม่บอกว่ากรรมฐาน บอกว่าเป็นคาถาหมอ คาถามีฤทธิ์ นี่เป็นความฉลาดของพระรุ่นเก่า เรียกว่าท่านปฏิบัติตามแนวพระพุทธเจ้าจริงๆ สมัยพระพุทธเจ้าน่ะ ท่านไปพบใครเขาชอบอะไรเข้าท่านก็จะสอนวิชานั้นให้เขา แต่ความจริงเป็นกรรมฐาน อย่างพวกชฏิลบูชาไฟ ท่านเห็นเข้าท่านบอกว่าการบูชาไฟน่ะ เป็นการดีๆ มาก ท่านไม่ตำหนิของเขาว่าเลวนะ ดี แต่นี่ยังเป็นไฟภายนอก ควรจะบูชาไฟภายใน แล้วท่านก็ยกกิเลสขึ้นมา ...


 (กรุณาติดตาม ในตอนต่อไป) ... (Please reading more in the next Episode)

 

กระผมขอกราบอาราธนาพระบารมี แห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ตลอดจนพระบารมีของครูบาอาจารย์ที่เคารพทุกๆท่าน  โปรดอภิบาลรักษา ให้ท่านทั้งหลายมีแต่ความสุข  ความเจริญ และ ปราศจากอันตรายจากภัยพิบัติทั้งปวง   ขอให้มีความมานะ วิริยะ อุตสาหะ อดทน และมีความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม  สามารถน้อมนำจิตเข้าสู่มรรควิถี  จนได้เข้าถึงที่สุดแห่งทุกข์  คือพระนิพพาน  สมความปรารถนาของทุกๆท่านด้วยเทอญ ...



เข้าชม : 929

Your Comments

 

History


 ประวัติ หลวงพ่อกัสสปมุนี (๑)
 ประวัติ หลวงพ่อกัสสปมุนี(๒)
 หลวงพ่อกัสสปมุนี (3)
 ประวัติพระอาจารย์สู (ตอน 1- ก)
 ประวัติพระอาจารย์สู (ตอน 1- ข)
 ประวัติพระอาจารย์สู (ตอน 2)
 ประวัติพระอาจารย์สู (ตอน 3)
 ประวัติพระอาจารย์สู (ตอน 4)
 ประวัติพระอาจารย์สู (ตอน 5)
 ท่านอาจารย์ สู (๖)
 ท่าน อาจารย์ สู (๗)
 หลวงพ่อจรัญเล่าเรื่องหลวงพ่อเดิม
 หลวงพ่อจรัล หลวงพ่อเดิม
 ประวัติหลวงพ่อปาน (ตอน 1)
 ประวัติหลวงพ่อปาน (ตอน 2)
 ประวัติหลวงพ่อปาน (ตอน 3)


View All click....>>


VeeZa Radio

คลิ๊กฟังทางวินแอมพ์ |  ฟังทาง wmp
Uaengdoi Radio 1

คลิ๊กฟังทางวินแอมพ์ |  ฟังทาง wmp
ThaiJaidang Radio

คลิ๊กฟังทางวินแอมพ์ |  ฟังทาง wmp
พุทธธรรมสาร  : สาระแห่งพุทธธรรม : : www.bds53.com
Powered By :: โดย VeeZa : (Psychology)